วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

XCH คือ cryptocurrency หรือสินค้า soft community

 บทความนี้เป็นภาคต่อของ “decentralized database … private database และ public database” ถ้าใครยังไม่ได้อ่านผมแนะนำให้ลองเข้าไปอ่านก่อนครับ


*** สินค้า community คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีลักษณะเหมือนกันหรือต่างกันเพียงเล็กน้อยไม่ว่าสินค้า จะมีแหล่งที่มาจากที่ไหนก็ตาม ตัวอย่างสินค้า Commodity คือ ทองคำ ข้าว น้ำตาล ข้าวโพด อ้อย น้ำ โลหะเงิน ทองแดง ยางพารา ถ่านหิน และน้ำมันดิบ คือไม่ว่าจะผลิตที่ไหนราคาก็จะอยู่ใกล้ๆ กัน ไม่ต่างกันมาก … ส่วน soft community คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่ผลิตโดยมนุษย์เช่น ยางพารา น้ำตาล

จากบทความที่แล้วผมยกตัวอย่างการเชื่อมต่อกันระหว่าง private database หรือ private blockchain เข้ากับ public blockchain ของ chia … การที่ private blockchain ส่ง puzzle ไปหา solution ที่ chia blockchain สามารถส่งไปขอใช้บริการแบบฟรีๆ ได้ โดยใส่ fee เท่ากับ 0 …. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดของ mempool ใน chia blockchain ว่า busy หรือยุ่งขนาดไหน …. ถ้าหากว่ายุ่งมากคือมีจำนวน transaction ใน mempool ปริมาณมาก ตัว mempool จะให้ความสำคัญกับ transaction ที่มีค่า fee สูงที่สุดก่อน ดังนั้นการที่ใส่ fee เป็น 0 จึงมีโอกาสที่จะใช้เวลานานมากๆ กว่า transaction complete

*** เราสามารถเขียน chialisp วิเคราะห์ mempool status ก่อนส่ง puzzle ออกไป … โดย auto calculate ค่า fee ตามขนาดความยุ่งของ mempool

สำหรับค่า fee จะถูกจ่ายให้กับ farmer ที่เป็นเจ้าของ plot file ที่มี solution หรือคำตอบของ transaction นั้นๆ … และนี้คือจุดเริ่มต้นของการบริโภค XCH

แล้วมันจะต่างกันยังไงกับ blockchain เจ้าอื่นๆ เพราะพวกนี้ก็มีค่า fee หรือค่า gas ของแต่ล่ะ trasaction ด้วยเหมือนกัน…. ดังนั้นต่อให้เราจ่ายค่า fee ไปจำนวนมากเท่าไร ปริมาณจำนวน cryptocurrency ของ blockchain ก็ไม่ได้ลดลงออกจากตลาด แต่กลับถูกผลิตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพราะทุกๆ blockchain จะมีการผลิต cryptocurrecy ของตัวเองออกมาเพิ่มขึ้นทุกๆ วินาที … จน blockchain บางเจ้าแก้ปัญหาด้วยการ burn เหรียญตัวเองทิ้งไปสะเลยเพื่อแก้ปัญหาเหรียญล้นโลกแล้วจะทำให้ราคาของเหรียญตกต่ำ

แต่นี้มันคือวิธีที่ดีจริงๆ เหรอ … อุตส่าห์ mining เหรียญขึ้นมาอย่างลำบากสุดท้ายเอาเหรียญไปเผาทิ้งดื้อๆ

ที่นี้เราลองมาดู concept ของ chia กันครับ

กลับมาที่ตัวอย่างห้องสมุดของมหาลัยที่ใช้ private database … ตัว database จะไม่ได้เก็บแค่ข้อมูลที่เป็น ตัวหนังสือ เท่านั้น … ตัวลักษณะข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือเช่น ชื่อหนังสือ จำนวนหนังสือที่ซื้อเข้า จำนวนหนังสือที่ถูกยืม ข้อมูลของนักเรียนที่ยืม วันที่หนังสือถูกยืม เป็นต้น ….

แต่จริงๆ แล้วยังมีข้อมูลอื่นๆ อีกที่ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ เช่น รูปหน้าปก ที่เป็น file image หรือตัวอย่างหนังสือบทที่ 1 ที่อยู่ในรูปแบบของ pdf … เนื่องจากมันเป็น decentralized database แปลว่าข้อมูลประเภทนี้จะต้องถูก sync กันอัตโนมัติด้วยเหมือนกันกับข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือ

การแปลงข้อมูลที่เป็นรูปภาพหรือ pdf เพื่อที่จะเอาเข้า blockchain เราจะเรียกว่าการ mint … ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของ NFT …. NFT ของ chia blockchain จึงได้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในลักษณะแบบนี้ครับ … รวมถึง project CW ที่ประเทศใดๆ ต้องการขอ carbon credit จำเป็นต้อง mint ข้อมูลที่เป็นรูปภาพ หรือ pdf ของกิจกรรมที่ลดโลกร้อนและเอาเข้า blockchain เพื่อที่จะให้องค์กรต่างๆ สามารถตรวจสอบกิจกรรมเหล่านั้นย้อนหลังได้ เป็นการป้องการการใส่ข้อมูลปลอมเพื่อขอ carbon credit

ซึ่งแตกต่างจาก blcokchain เจ้าอื่นๆ ที่มอง NFT เป็นแค่การสะสมของ digital เช่นรูปภาพ การ์ดเกม ตัว NFT จึงมีจุดประสงค์เพื่อ entertrain มากกว่า …. แต่ chia เอา NFT มาใช้ในชีวิตจริงเพื่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ … ณ ตอนนี้ standard NFT ของ chia ออกมาแค่ version 0 (NFT0) ที่มีความสามารถเทียบเท่ากับ ERC-721 … แต่พระเอกตัวจริงๆ ที่เราต้องจับตาดูคือ NFT1 ต่างหาก … (จับจนตาบวม ยังไม่ออกสักที 555)

ที่นี้กิจกรรมการ mint จะไม่สามารถทำได้ฟรีๆ จำเป็นจะต้องมีค่าใช้จ่ายเป็น XCH โดยใช้จำนวนไม่เยอะ จะอยู่ในหลักหน่วย mojo (หนึ่งล้านล้าน mojo = 1XCH) … ตอนที่เรา mint จำนวนเงิน XCH จะไม่ได้ถูก transfer ไปหาใครแต่จะถูก melt (หลอมละลาย) ไปกับ blockchain …. ยิ่งเรามีกิจกรรมที่ต้อง mint ข้อมูลพวกนี้มากยิ่งขึ้น จำนวน XCH ที่จะถูกสูบออกจากระบบก็จะมีจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย … ดังนั้นเหรียญ XCH จะไม่มีวันล้นโลก “ถ้า” กิจกรรมการบริโภค XCH เทียบเท่ากับการผลิต XCH ต่อวัน … และ XCH จะหายากขึ้นไปอีกถ้ากิจกรรมการบริโภค XCH สูงกว่า blockchain ที่สามารถผลิตได้ต่อวัน รวมถึงถ้าเหล่า farmer เก็บอย่างเดียวแล้วไม่ปล่อยขายออกตลาดก็เป็นปัจจัยที่ XCH จะขาดแคลนในอนาคตได้เช่นกัน

จริงๆ แล้วการ mint ไม่ใช่มีแค่กิจกรรมของ NFT เท่านั้น … กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ CAT ก็ต้องการ XCH มา mint ด้วยเหมือนกัน … ดังนั้นแนวโน้มที่จำนวน XCH จะถูก melt ลงไปใน blockchain จะมีจำนวนมากขึ้นไปเรื่อยๆ … แต่จะมากขนาดไหน คงต้องรอดูเสียงตอบรับจากชาวโลกหลังจาก CW สิ้นสุด final test ประมาณเดือนสิงหา … พวกเราเหล่า farmer ก็ได้แต่หวังว่าจะมี use case ที่ต้องการบริโภค XCH มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้น

และนี้คือเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ผมมองว่า XCH ไม่ใช่ cryptocurrency แต่มันคือสินค้า community ที่ถูกผลิตและนำเอาไปใช้วนเวียนไปเรื่อยๆ เปรียบเหมือนดังเช่นทองคำ หรือน้ำมัน ที่มีราคาขึ้นอยู่กับ demand supply ณ เวลานั้นๆ …

ผมเคยถามตัวเองมาตลอดว่าทำไม BTC ราคาถึงขึ้น? และทำไมราคามันลง? ทั้งๆ ที่ BTC ก็ถูกผลิตออกมาทุกๆ วัน … โดยประมาณ 900 BTC ต่อวัน … เหมือนคนปลูกกล้วยที่ปล่อยกล้วยออกมาทุกๆ วัน … ถ้าเราไม่เคยเอากล้วยไปกินไปใช้แต่ราคากล้วยอยู่ดีดีก็สูง อยู่ดีดีก็ต่ำ จำนวนปริมาณกล้วยผลใหม่ก็ถูกป้อนออกสู่ตลาดทุกๆ วัน … คำตอบที่ได้จากใจของผมก็คือ … ราคาขึ้นและลงเพราะความโลภกับความกลัวในจิตใจมนุษย์ ล้วนๆ .. ไม่เกี่ยวกับ demand supply ในตลาดเลย

ครับและนี้คือมุมมองของผมที่มีต่อ chia และ cryptocurrency ตัวอื่นๆ ผมไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ผมคิดมันถูกต้องหรือไม่ .. หรือจริงๆ แล้วผมอาจจะคิดผิดมาตลอดก็ได้ … การกระทำเป็นของคน ความสำเร็จเป็นขอฟ้า … ก็ได้แต่รอดูว่าฟ้าจะเข้าข้าง chia หรือเปล่า
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม … happy farming ครับ

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

สรุปดราม่า NoSSD chia pool … สิ่งที่ farmer ต้องรู้ และ Chia Network Inc ต้องรีบตอบด่วนๆ

 บทความนี้ post ลง facebook เมื่อวันที่ 17 Juk 2022 => link

อ้างอิงจาก


*** ขอขอบคุณ คุณ Karlkim Suwanmongkol สำหรับ link ต้นฉบับครับ

ในวันที่ 8 Jul มี chia pool เกิดใหม่ที่ชื่อว่า NoSSD Chia Pool …. การเกิดใหม่ของ chia pool ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเหล่าชาว farmer แต่อย่างใด … แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่า farmer คือ คุณสมบัติของ NoSSD Chia pool ที่ได้โฆษณาว่า

ถ้าใช้ software ของ NoSSD Chia pool ในการ plot … ขนาดของ plot file จะมีขนาดลดลงเหลือเพียงแค่ 78.1-84.5GiB จากปกติที่มีขนาด 101.3GiB …. และใช้เวลาในการ plot เร็วมากแม้ว่าจะใช้ HDD โดยใช้เวลา plot ประมาณ 1-4 ชมสำหรับ HDD ก้อนเดียว และสามารถลดเวลาในการ plot เหลือเพียงแค่ 80 นาทีถ้าใช้ HDD 3 ก้อน …. เท่านั้นยังไม่พอ ยังมี feature delegate plotting หรือ ให้คนอื่น plot file ให้กับเราโดยที่ไม่ต้องใช้ private key ของเจ้าของ plot file

เหล่าชาว farmer ที่ได้เข้ามาต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า pool นี้เป็น scam แน่นอน หรือ เป็นพวกหลอกลวง แม้กระทั่ง Bram ก็ได้ post ลงทวิตเตอร์ของเขาว่าให้เหล่าชาว farmer ระวังการโกงแบบนี้

เหตุผลที่ทุกคนลงความเห็นว่าเป็น scam เพราะ
1 ตัวโปรแกรมของ NoSSD เป็น closed source คือแจกโปรแกรมอย่างเดียวไม่แจก source code …. ดังนั้นการเอาโปรแรม NoSSD มาลงที่เครื่อง farm เราจะไม่รู้เลยว่าตัวโปรแกรมจะแอบบส่ง private key ออกไปข้างนอกหรือไม่ หรือจะแอบทำอะไรประหลาดๆ จนทำให้เครื่อง farm ของเราเสียหาย

2 การที่ทำให้ขนาดของ plot ลดลงจาก 101.3GiB เหลือ 78.1GiB หรือลดลงไป 23% ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ … ขนาดทีมงานของ Chia Network Inc ทั้งทีมพยายามลดขนาดของ plot file ยังทำได้อย่างมากก็แค่ 8% แถมยังไม่ stable ด้วย เพราะถ้า stable คงได้ release ออกมานานแล้ว …. ดังนั้นการที่ NoSSD ทำให้ขนาดของ plot file ลดลงถึง 23% จึงเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆ

Dawson หนึ่งในทีมงาน NoSSD จึงได้ออกมาแก้ข่าวว่าพวกเขาไม่ใช่ scam ตัวโปรแกรมของเขาสามารถทำงานได้ตามที่โฆษณาไว้ … พร้อมทั้งท้าให้คนที่ไม่เชื่อทำการ download docker จาก NoSSD แล้วเอาไปทดลองรันได้เลย

*** สำหรับคนที่ไม่ทราบตัว docker เอาไว้จำลอง environment ของระบบบน server การที่ Dawson แจก docker คือ Dawson setup ทุกอย่างลงบน docker ไว้หมดแล้ว … คนที่อยากพิสูจน์ก็แค่ download docker แล้วเอาไปรันบน server ได้เลย … จึงเป็นการปลอดภัยกับผู้ทดสอบที่ไม่ต้องเอาไปรันไป farm จริงๆ

จนกระทั่ง madMax เจ้าของ madMax plotter ที่สร้าง plot file ได้เร็วกว่าโปรแกรม Chia จน Chia Network ต้องเอาโปรแกรมของเขามาใส่ไว้ในโปรแกรมหลักของ chia ได้เข้ามาแจมใน post ด้วย .. โดยอธิบายว่าตัว data ที่อยู่ใน plot file ไม่ใช่ data มั่วๆ (plots are not random data) มันผ่านการคำนวณมาอย่างหนักน่วงโดย hash functions การที่จะทำให้ขนาดของ polt file เล็กลงจึงมีเพียงแค่ encoding schemes เหมือนที่ Chia Network ทำอยู่ในตอนนี้ การที่จะทำให้ data เป็น patterns เพื่อที่จะทำให้ file มีขนาดเล็กลงจึงเป็นไปไม่ได้

ถึงแม้ว่าตัว plot format ในปัจจุบันจะยังไม่มีประสิทธิภาพมากนักก็เพราะว่าเราต้องการอ่านข้อมูลใน plot files ได้อย่างรวดเร็ว … เราจึงข้ามส่วนที่จะ improve ส่วนนี้ไปก่อน แต่ถึงแม้ว่าเราจะ improve ส่วนนี้ได้เราก็ทำให้มันลดลงได้เพียง few % (ประมาณ 2-3%) เท่านั้น

ตัว plotter ของ NoSSD ดูเหมือนว่าจะเป็นการบีบอัดที่ larger chunk ของ data ซึ่งเป็น level ที่สูงที่สุดของการบีบอัด data มันจึงดูเหมือนว่า data ที่อยู่ใน plot file เป็น random data มากกว่าที่มาจากการคำนวณ

แต่ถ้า Dawson สามารถทำได้จริงๆ นั้นหมายถึงคุณเก่งกว่า Chia Network ทั้งทีม และเป็น genius แน่ๆ

Dawson จึงเข้ามาท้า madMax ให้ลอง plot ด้วยโปรแกรมของ NoSSD แล้วมาดูว่า plot ที่สร้างด้วย NoSSD สามารถทำ signage ได้หรือไม่ …

madMax ก็เลยรับคำท้าโดยทำการ plot ด้วยโปรแกรม NoSSD และได้มา update ว่าเขาใช้เวลาในการสร้าง plot file 24 นาทีซึ่งต่างจากปกติที่ใช้เวลา 42 นาที (สร้าง plot file เร็วขึ้นหนึ่งเท่า โอววววว) และขนาดของ plot file มีขนาด 88.1G ซึ่งต่างจากปกติที่ 102G ….

ในระหว่างการ plot สังเกตุจาก CPU usage ดูเหมือนว่าจะสร้าง file เพียงแค่ 3 phase จากปกติที่ file plot ต้องใช้ทั้งหมด 4 phase และ all the magic ถูกทำที่ phase 1 เท่านั้น … ในตอนนั้น madMax ก็ยังไม่ค่อยเชื่อว่า plot file มันจะทำงานได้จริงๆ และยังได้พูดในทำนอง เสียเวลาเปล่าๆ

Dawson ก็เลยท้า madMax อีกรอบให้ run –query ด้วยโปรแกรม NoSSD เพื่อดูประสิทธิภาพของ plot file ว่าสามารถส่ง signage ได้หรือไม่

madMax ก็บอกว่า ทำแล้ว … มันพยายามส่งประมาณ 10 ครั้งซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้ว่าประสิทธิภาพได้ drop หรือไม่

Dawson ก็ส่งภาพลูกพี่ไอรอนแมนผ่ายมือ ขึ้นมาแทน … แสดงในเห็นว่า บอกแล้วไงว่าตัว file plot ที่มีขนาดเล็กลงของ NoSSD สามารถทำ PoST ได้

4728


หลังจากนั้นท่าทีของ madMax ก็เปลี่ยนไปโดยเริ่มสนใจในตัว NoSSD software มากขึ้นโดยทำการ plot file เพิ่มขึ้นอีก 11 plot และเริ่มเห็น signage points เพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นยังเข้าไปเป็นสมาชิกของ NoSSD Chia pool ในเวลาต่อมา

สิ่งนี้หมายความว่า NoSSD software สามารถสร้าง plot file ให้มีขนาดเล็กลงกว่า original ได้เยอะมากๆ และ file ยังสามารถชิงรางวัลได้ …. แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเอาเงินรางวัลที่ได้จาก NoSSD plot มาโชว์ … จึงยังเป็นข้อสงสัยว่ามันชิงเงินรางวัลได้แล้วถ้าถูกจะได้เงินรางวัลจริงๆ หรือไม่

จนกระทั่ง J ก็ได้เข้ามาแจมด้วย… โดย J บอกว่าถ้า NoSSD สามารถทำได้อย่างที่ว่าไว้จริงๆ เรายินดีที่จะซื้อ software ของ NoSSD เป็น USD แต่มันจะต้องผ่านการตรวจสอบโดย Bram และทีมพัฒนาของเราก่อน

Dawson ตอบกลับ J ว่า …. 100BTC สำหรับ source code

J ตอบกลับไปว่า เราจะจ่ายเมื่อได้รับการตรวจสอบว่า code ของคุณมีการ improveได้อย่างถูกต้อง จะไม่มีการจ่ายก่อนการตรวจสอบหรือจ่ายก่อนเซ็น NDA … source code ราคา $2M ต้องมั่นใจว่ามันคุ้มค่าที่จะจ่าย

แต่ Dawson ก็ต่อรองที่จะให้เปิดที่ล่ะส่วน ส่วนล่ะ 25BTC โดยให้เหตุผลว่าเขา work อย่างหนักสำหรับ software ตัวนี้ การที่จะเซ็น NDA แล้วให้ Chia Network เข้ามาดู code ของเขา … มันก็เสี่ยงกับ NoSSD เหมือนกัน

หลังจากนั้น thechiaplot ก็ได้เข้ามาแจมด้วย … โดยเขาได้ download NoSSD software แล้ว install ลงที่เครื่องเขาที่เป็น Windows version … แต่เขาไม่ได้ plot และไม่ได้ farm สิ่งที่เขาทำคือ decompile code และ revert engineering file DLL บ้าง file เพื่อศึกษาดูว่าเป็น malware หรือไม่ นอกจากนั้นยังใช้โปรแกรมตรวจจับ network อย่าง procmon และ wireshark เข้าร่วมทดสอบด้วย

thechiaplot พบว่าตัว code มีการ download บางอย่างมาที่เครื่องซึ่งน่าจะเป็น source code ของ Malware และทำการ compile ตัว malware ที่เครื่องของเรา … ความคิดของเขาก็คือ software ตัวนี้อันตรายมากไม่ควรรันอย่างยิ่ง

image
ภาพ data file ที่ thechiaplot ทำการ decompile ตัวโปรแกรม plot ของ NoSSD 
(ภาพจาก post ต้นฉบับ)

จากนั้น J ได้เข้ามา comment ได้น่าสนใจว่า เขาเห็นด้วยกับ amarena ว่านี้คือ Hellman Attack … ถึงแม้ว่าขนาดของ file จะมีขนาดเล็กลงจริงแต่ตอนที่ทำ signage จะต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติโดยเฉพาะ farm ที่มีขนาดใหญ่ เพราะต้องเสียเวลา decompress file ถ้าเรายอมรับ logic ของ NoSSD มันก็จะกลายเป็น PoW ในที่สุด …. แต่แล้วยังไงล่ะถ้า PoW แล้วสามารถชนะแล้วได้รางวัล มันก็น่าสนใจนะ

จนถึงตอนนี้ตัว original post ก็ยังไม่สิ้นสุด .. ก็ยังโต้ตอบกันอยู่เรื่อยๆ ทุกคนใน post กำลังทำการพิสูจน์ว่า plot ของ NoSSD สามารถชิงรางวัลได้จริงๆ หรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ถ้า NoSSD ทำการ plot file ให้มีขนาดเล็กลงแม้ว่ามันจะไม่สมบูรณ์แต่ถ้าสามารถชิงรางวัลได้ ใครจะแคร์ ….

ยกตัวอย่างถ้าเรามีล็อกเตอรี่ที่ทั่วไปขายในราคา 101บาท … แต่ถ้าเราซื้อของปลอมในราคา 88บาท และเมื่อของปลอมถูกรางวัลแล้วสามารถเอาไปขึ้นเงินรางวัลได้ …. เป็นผมผมก็ไม่แคร์ว่ามันคือของปลอมหรือของจริง…. ถ้าผมสามารถช่วงชิงความได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นๆ

นี้คือสิ่งที่ Chia Network Inc จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า plot ที่ไม่สมบูรณ์พวกนี้ไม่สามารถขึ้นเงินรางวัลได้ไม่งั้นยุ่งแน่ๆ เพราะถ้าสามารถขึ้นเงินรางวัลได้ แสดงว่าตัว plot file มีจุดโหว่ที่สามารถทำงานได้แม้ตัว plot file จะไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ก็ตาม … นอกจากนั้นจะมีคนแห่ไปใช้ plot file พวกนี้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเอาเปรียบ farmer คนอื่นๆ ที่ใช้ขนาด file 101G

ผมเชื่อว่า Chia Network จะออกมาชี้แจงเรื่องนี้ในไม่ช้าหลังจากได้ศึกษา NoSSD มากขึ้น … เดียวเรามาติดตามกันครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ … ดูจาก NoSSD ที่ยังเปิดให้บริการอยู่ (https://nossd.com/) ก็แสดงถึงความมั่นใจว่า plot file ของเขาสามารถชิงรางวัลได้แน่ๆ …. ถ้ามีความคืบหน้าแล้วผมจะมา update ให้ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม … happy farming ครับ

decentralized database … private database and public database (English version)

The chia blockchain uses a decentralized database to maintain the blockchain data. Mean any PCs (or node) want to connect to the blockchain, they need to sync up database from mainnet completely before the PC does any activity on the blockchain


With this concept, we can query blockchain information from the local pc. Every updated transaction on the blockchain, the local database will automatically sync up and data inside the local database will always be up-to-date. The query response time from the local database will be faster than query data from a centralized database that is always busy with client traffic and client requests. If the centralized database is out of service, all the clients will not be able to get the data. It is different with a decentralized database. If the PC (or node) is out of service the clients can switch to another node to query the data.    


The chia blockchain is under free license. Meaning we can apply the decentralized database on chia blockchain to the real world use case. Let me bring you to the university library system use case example.


The university has one library per one faculty. If students from Science want to query data from the Engineering library, they need to go to the Engineering library database and search the book that they are interested in. If they are not found, they need to connect to another library and search again. It is a waste of time. With this concept, the different libraries have a chance to order the same book because the data is totally separate.

  

To improve this system, the university can combine all the library data from every faculty into one centralized database server. The students can query data from the server and will know information on the book that they are interested in. By the way, if too many users query data at the same time the server will overload and the result will be slow response to the user. If the centralized database is out of service, all students cannot access the data.


Let the university use the chia blockchain to improve this system. Every faculty will have their own database server. The data from the individual server will always sync up. I will explain how they sync later. The blockchain will have “block height” to specify the latest transaction on the blockchain



From the picture, the current block height is 8,950. Any node that already sync up database until block height 8,950 complete, mean the database is already sync up, they will do nothing and wait the new transaction is created. Any node like Architecture that has current block height only 456. The node need to sync up data with other nodes before do blockchain activity


The individual server will have the plot files that contain many of “solutions”. The plot files will be used when new transaction is created.


Now let make a new transaction. Example the Engineering library has the new 3 books are coming. They will create new transaction for that new 3 books. The transactions is created with "puzzle" and it is stacked into Mempool memory


The blockchain will monitor transaction from Mempool. If it found transaction inside the Mempool, the blockchain will get the transaction from Mempool. Inside the transaction will have "puzzle" then the blockchain will ask "solution" for that "puzzle" from the server who has the plot files. Let say the Science server has the correct solution for this puzzle, the Science server will be updated this transaction into local database. Once local database updated finish, the block height will be increase to 8,951. So any node that has block height lower than 8,951 will be automatic sync up with other node until block height is 8,951




So this is how the chia blockchain decentralized work. The students can connect to any database server to query data. The server loading is sharing.


To looking the "solution" for the transaction "puzzle", we call consensus.

The server that find "solution" from their plot files, we call farming


With this system we have one loophole. Let say we have one bad guy that want to modify the transaction on the blockchain. The bad guy will build new node and connect to the private blockchain. After that the bad guy will create the plot files more than every servers in the blockchain have. Meaning every time blockchain looking for solution, the bad guy have chance to have correct solution from his plot files. Once his plot files has correct solution, the transaction will update at his node. At this point he can modify the transaction before the transaction update into local database. So this system has security issue.


To fix the issue, the server will not require the plot files for farming any more. Every time transaction with "puzzle" is created, the private blockchain will looking the "solution" from the public chia blockchain that more than 200,000 farmers around the world are farming. It is impossible to attack. The security is so strong.


This is the way how private database and public database are connected.


As my understand the World Bank and Climate Warehouse project will use this concept (refer to this link). They will have private database to manage their data and connect to public chia blockchain to do consensus. The final test result will be published on Aug then we will know exactly how they do it.


Thank you for reading. Appreciate for any comment and feedback.



วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

Chialisp คืออะไร?

บทความนี้ post ลง facebook เมื่อวันที่ 4 Sep 2021 => link

โดยปกติเวลาโอนเงินระหว่างกันมันก็แค่ฉันโอนเงินให้แก แกทอนให้เงินฉัน … มันก็น่าจะมีแค่นี้น่ะไม่น่ามีอะไรซับซ้อน ... แล้วทำไมต้องมี chialisp …. มันคืออะไรเอาไปใช้ยังไงได้บ้าง ... หลังจากที่ผมได้ศึกษามาสักระยะเลยอยากมาแชร์ความรู้กันครับ …

ก่อนอื่นบทความนี้เป็นความเข้าใจจากการศึกษาด้วยตัวของผมเอง .. อาจจะมีจุดผิดหรือความคลาดเคลื่อนใดๆ .. ถ้ามีผู้รู้มาช่วยชี้แจ้งจะขอบคุณมากๆ ครับ … 

ผมขอใช้รูปที่ทาง chia dev ใช้อธิบายความแตกต่างระหว่าง “Account model” กับ 
“Coin Set Model” มาประกอบการอธิบาย




เรามารู้จัก Account Model ก่อน … account model ก็คือ model ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันกับระบบบัญชีที่ 1 transaction จะมีแค่ รายรับ หรือ รายจ่าย แล้วก็ยอด balance นึกถึงบัญชีธนาคารน่ะครับ สมมุติเราไปที่ธนาคารเพื่อซื้อสลากออมสินจำนวน 2,000 บาท … เรามีเงินสด 1,500 บาทและเงินในบัญชี 500 บาท … เมื่อเราไปถึงธนาคารเราก็ต้องถอนเงิน 500บาทก่อนจึงจะสามารถซื้อสลากออมสินได้ … ดังนั้นบัญชีเงินสดของเราจึงเกิด transaction ทั้งหมด 2 trasaction คือรายรับ 500 บาทและรายจ่าย 2,000 บาท … อันนี้ไม่งงน่ะครับ

แต่ Coin set model จะทำ transaction ไม่เหมือนแบบ Account Model ... เรามาดูตัวอย่างจากรูปกัน โดยเริ่มต้นจาก state n … ดูรูปประกอบคำอธิบาย

ณ state n …. Account A มี coin ที่ unspent อยู่ 20 unit … 
unspent หรือภาษา account model คือยอด balance นั้นเอง
ตัวเลข n หมายถึงตัวเลขใดๆ ก็ได้… เนื่องจากเราไม่ได้อยากรู้ว่าเงิน 20 unit มีที่มาจากไหน … เราจึงตั้งต้นที่ ณ state นี้และเรียกว่าลำดับที่ n 

ณ state (n+1) หรือลำดับที่ n+1 ….  Account A โอนเงินไปให้ Account B จำนวน 8 unit … coin unspent ของ Account A จึงเหลือ 12 และ blockchian จะสร้าง coin ใหม่ให้ Account B โดยมี unspent เหลือ 8 unit … ณ ตอนนี้จะมี state เกิดขึ้น 2 state แล้วน่ะครับคือ state ที่ n+1 ของ Account A และ state ที่ 1 ของ Account B ที่ได้รับเงินมาจาก Account A … 

จนถึงตรงนี้ยังไม่ งง น่ะ … 

ต่อไป ณ state (n+2) Account A โอนเงินไปให้ Account B อีก 2 unit ดัง
นั้น coin ของ Account A จึงเหลือ unspent เท่ากับ 10 ….. highlight อยู่ที่ Account B … Account B จะมี coin เพิ่มมาอีก 1 coin … blockchain ไม่ได้เอาเงินจำนวน 2 unit ไปรวมกันกับ coin ที่ 1 ของ Account B น่ะครับ … ดูรูปประกอบที่ state (n+2) จะเห็นว่า Account B มี coin ทั้งหมด 2 อันคือ unspent 8 unit กับ unspent 2 unit …. แต่ coin ของ Account A ยังมีแค่ 1 coin เหมือนเดิม 

ถ้ายังไม่เข้าใจอย่าเพิ่งไปดู state (n+3) เพราะจะยิ่ง งง เข้าไปอีก 5555 .. ลองย้อนอ่านอีกสักรอบน่ะครับ

ถ้าเข้าใจแล้ว … มาดูที่ state (n+3) … ณ ตอนนี้ chialisp จะเข้ามามีบทบาทแล้วครับ … เงื่อนไขคือว่า Account A จะโอนเงินไปให้ Account C จำนวน 5 unit แต่จะโอนก็ต่อเมื่อ Account B โอนเงินมาให้ Account A จำนวน 1 unit ก่อน … 
ถ้า Account B ยังไม่โอนเงิน … แต่ Account A ใช้เงินไปอย่างอื่นจนเงิน unspent เหลือ 1 unit … เมื่อ Account B โอนเงินมาให้ Account A จำนวน 1 unit ตามเงื่อนไขที่ระบุ แต่ Account A ไม่สามารถโอนเงินได้แล้วเพราะเงินเหลือไม่พอ … ที่นี้จะยุ่งแล้วล่ะครับเพราะ transaction ระหว่าง B->A->C ต้องยกเลิกทั้งหมด … ซึ่ง Account A ก็แค่โอนเงินคืนกลับไปให้ Account B จำนวน 1 unit ก็ถือว่าเป็นการยกเลิกได้เหมือนกัน … แต่ถ้าเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่านั้นหรือ Account A ชักดาบไม่ยอมโอนเงินคืนล่ะ … อืมมมม มันคงวุ่นวายน่าดู 

chialisp จึงเข้ามามีบทบาทโดยที่ state (n+3) Account A ทำการสร้าง colored coin ที่มีจำนวน 5 unit และเขียน chialisp ลงไปใน coin ว่าจะโอนเงินไปให้ Account C ทั้งหมดใน colored coin แต่จะโอนก็ต่อเมื่อ Account B โอนเงินมาให้ จำนวน 1 unit ก่อนน่ะ … ดังนั้นในระหว่างที่รอ Account B โอนเงิน … เงินของ Account A จำนวน 5 unit ก็โดน lock เรียบร้อย โดยถือว่าเป็น uncomplete trasaction … เมื่อ Account B โอนเงินจำนวน 1 unit มาให้ Account A … chialisp ก็จะ execute การโอนเงินไปให้ Account C ทันที …

จุดสำคัญที่ state (n+3) ที่เราควรจะ focus
1) ใน 1 state สามารถมีได้มากกว่า 1 transaction … จากตัวอย่างของ state (n+3) มี transaction เกิดขึ้นทั้งหมด 2 transaction ใน 1 state … application ที่สามารถใช้แบบนี้ได้เช่น การซื้อขายที่ดิน … ผู้ขายที่ดินสร้าง colored coin ที่จะโอนเงิน 1) ค่าภาษีที่ดินให้กับกรมที่ดิน 2) ค่าภาษีที่ต้องจ่ายสรรพกร 3) ค่าอากรสแตมป์ 4) ค่านายหน้า … โดยเงินจะโอนทั้งหมดทันที่เมื่อผู้ซื้อโอนเงินมาให้ .. จึงเป็นการประหยัดเวลามาก
2) สังเกตที่ coin ของ Account B จะเห็นว่าเมื่อมีการ spend เงินจำนวน 1 unit … coin ของ Account B ได้ถูกนำมารวมกันทำให้เหลือเพียง coin เดียวเท่านั้นที่มี unspent จำนวน 9 unit … และ coin ของ Account A ก็มีทั้งหมด 2 coin เหมือน state (n+1) ของ Account B

นอกจากตัวอย่างในรูปที่แนบมาแล้ว … chialisp ยังมีประโยชน์มากกว่านี้โดยเฉพาะการเล่นกับ NFT … ยกตัวอย่างตั๋ว concert .. ผู้จัดงานทำการ melt 1 mojo เพื่อสร้าง NFT ที่เป็นตั๋ว concert เพื่อรอนำไปจัดจำหน่าย … โดยใน NFT สามารถใส่รายละเอียดของนักร้องที่ทำมาเพื่อเฉพาะผู้ชมที่ซื้อตั๋วนั้นๆ … เช่นคลิปสั้นๆ ที่นักร้องพูดถึงเจ้าของตั๋ว …. แน่นอนถ้าใครได้เป็นเจ้าของตั๋วอันนั้นมันเป็นอะไรที่ exclusive มากๆ … 

ก็อยู่ที่ application แล้วล่ะครับว่าจะจิตนาการการนำไปใช้ได้มากขนาดไหน 

เอาล่ะครับจนถึงตรงนี้ผมคิดว่าเราน่าจะเข้าใจ concept ของ coin model รวมถึง chialisp ว่าสามารถเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง … ผมคิดว่านี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ล้ำมากๆ ในโลกการเงิน จากที่เคยใช้ Account Model ในการทำ trasancetion มาเป็น coin model …. แต่แน่นอนถ้ามันล้ำขนาดนี้ … ถ้าได้เกิดก็เกิดแบบก้าวกระโดดไปเลย … แต่ถ้าไม่ได้เกิดเพราะมันยุ่งยากเกินไป .. มันก็ดับเลยเหมือนกัน … หน้าที่เราคือจับตาดูครับ … สำหรับน้องนักศึกษา … สามารถศึกษา chialisp ได้เลย …. คหสต .. มีหลายองค์กรที่ไม่จำเป็นต้องเป็นภาคการเงินเอา chialisp ไปใช้แน่ๆ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม … happy farming ครับ

นิทาน chia เรื่อง … ลูกท้อพิสดาร

บทความนี้ post ลง facebook เมื่อวันที่ 15 Nov 2021 => link 

ณ ที่ชนบทแห่งหนึ่งมีหมู่บ้านที่ชื่อว่า หนองน้ำบ่มีน้ำ เป็นหมู่บ้านที่เงียบสงบตามประสาหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงทั่วไป … จนอยู่มาวันหนึ่งมีนักธุรกิจ 2 คนจากบางกอกได้เข้ามาที่หมู่บ้านเพื่อทำการทดลองปลูกผลไม้ที่พวกเขากำลังวิจัยกันอยู่และยังมีแผนที่จะเปิดเป็นบริษัทอีกด้วยถ้าผลการวิจัยได้ผลลัพท์ที่ดี 

ชาวบ้านเรียกนักธุรกิจทั้งสองคนว่า ลุงเครากับลุงโล้น (ชื่อสมมุติน่ะครับไม่ได้เกี่ยวกับบุคคลใดๆเลย … จริ๊งๆ) … หลังจากที่ลุงทั้งสองมาอยู่หมู่บ้านได้เดือนกว่าๆ ก็ได้เริ่มเอาผลไม้ที่ลุงทำการวิจัยมาให้ชาวบ้านทดลองปลูก ลุงทั้งสองเรียกผลไม้นี้ว่า “ลูกท้อพิสดาร” โดยโฆษณาว่าตอนนี้ลุงทั้งสองกำลังทำให้มันสามารถแปรรูปไปเป็นน้ำมันได้ แต่ตอนนี้ผลการวิจัยยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีนัก แต่การันตีว่าในอนาคตลูกท้อพิสดารจะต้องเป็นที่นิยมในโลกแน่ๆ  … 

จากนั้นก็แจกเมล็ดพันธ์ของลูกท้อพิสดารให้ชาวบ้านเอาไปปลูก เพราะลุงทั้งสองคิดว่าถ้าสามารถแปรรูปได้สำเร็จจริงๆ บริษัทขอลุงจะต้องการลูกท้อจำนวนมากเพื่อมาใช้เป็นวัตุดิบในการแปรรูปแน่นอน .... ชาวบ้านก็จะสามารถขายลูกท้อพิศดารถือว่าเป็นรายได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน 

เวลาผ่านไปสามเดือนกว่าๆ … ชาวบ้านที่เริ่มปลุกตั้งแต่เมล็ดพันธ์รุ่นแรกๆ เริ่มมีจำนวนลูกท้อพิสดารมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ  … แต่ลุงทั้งสองก็ยังไม่สามารถแปรรูปลูกท้อพิสดารได้สักที … ทำให้ชาวบ้านบางส่วนมองว่า เอ๊ะ มีลูกท้อพิสดารตั้งเยอะแต่ทำอะไรไม่ได้เลย จะเอามากินก็กินไม่ได้ …. เรายังจะเก็บมันไว้ดีไหมน่ะ หรือว่าเอาไปขายทิ้งหาเงินซื้อข้าวกินดีกว่า? แต่ถ้าเอาไปขายใครมันจะซื้อเพราะซื้อไปแล้วก็ยังเอาไปทำอะไรไม่ได้เพราะลุงทั้งสองยังหาวิธีแปรรูปไม่ได้เลยดังนั้น ณ ตอนนี้มันคือขยะชัดๆ 

เสียงชาวบ้านที่เริ่มบ่นอยากขายลูกท้อพิสดารเยอะขึ้นเรื่อยๆ … จนไปถึงหู เสี่ยบุญเกิบ เศรษฐีใหญ่ประจำตำบล … เสี่ยบุญเกิบจึงมีความคิดที่จะหากำไรจากลูกท้อพิสดารขึ้นทันที … จึงได้สั่ง บุญหลาย ลูกน้องคนสนิท ให้ไปประกาศบอกชาวบ้านว่า เสี่ยบุญเกิบ ผู้ใจบุญรับรู้ความต้องการของชาวบ้าน … จึงอาสาจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการเป็นตัวกลางสำหรับการซื้อขายลูกท้อพิสดารเอง 

ทิดแมน ได้ฟังประกาศจาก บุญหลาย จึงไปติดต่อ เสี่ยบุญเกิบ เพื่อที่จะเอาลูกท้อพิสดารจำนวน 10 ลูกไปขาย …. เสี่ยบุญเกิบเลยบอกไปว่าตอนนี้ยังไม่มีคนอยากซื้อให้ทิ้งลูกท้อพิสดารไว้ก่อนแล้วจดลงบัญชีว่า ทิดแมน มีลูกท้อพิสดาร 10 ลูก … ชาวบ้านเห็นดังนั้นก็เริ่มเอาลูกท้อพิสดารมาฝากเสี่ยบุญเกิบขายเรื่อยๆ 

และในคืนที่ทิดแมนกับชาวบ้านมาฝากขายลูกท้อพิสดาร นั้นเอง …. ปรากฏว่าลุงเครากับลุงโล้น ได้ไปออกทีวีและได้โชว์วิธีการแปรรูปลูกท้อพิสดารเป็นน้ำมัน … แม้ว่าการแปรรูปจะยังทำได้ไม่สมูรณ์นัก  แต่ก็สามารถสร้างเป็นกระแสให้มีคนอยากได้ลูกท้อพิสดารนี้ … จนถึงขั้นมีการประกาศรับซื้อ ลูกท้อพิสดาร … 

อยู่มาวันหนึ่ง
บุญหลาย: เสี่ยๆๆๆ เสี่ยครับ มีคนอยากได้ลูกท้อพิสดาร 100 ลูกในราคาลูกล่ะ 10 บาท เรามีลูกท้อของทิดแมนกับชาวบ้านจำนวน 100 ลูกพอดี เราขายแล้วเอาเงินให้ชาวบ้านดีไหมเสี่ย
เสี่ยบูญเกิบ: งั้นแกโทรไปถามชาวบ้านสิ ว่ามีคนอยากซื้อ ลูกล่ะ 5 บาท จะขายไหม? ถ้าชาวบ้านยอมขายเราจะได้กำไรทันที ลูกล่ะ 5 บาท 100 ลูกก็ 500 บาท
บุญหลาย: ครับ เสี่ย ..

อีก 1 ชมต่อมา
บุญหลาย: เสี่ยครับ ชาวบ้านยอมขายลูกล่ะ 5 บาทแต่ทิดแมน มันไม่ยอมขาย มันอยากขายลูกล่ะ 10 บาทครับ นาย … เอาไงดีครับ
เสี่ยบุญเกิบ: อืมมม … เอายังงี้แกขายให้หมดเลย 100 ลูกรวมของทิดแมนไปด้วย … แต่แกอย่าไป update ตัวเลขของทิดแมนน่ะ … ให้ตัวเลขของทิดแมนมันโชว์ว่าเหลือ 10 ลูกแบบนั้นแหละ … ถือส่ะว่าฉัน(แอบ)ยืมทิดแมนมาก่อนโดยที่ไม่ได้บอกมันล่ะกัน 
บุญหลาย: ได้ครับเสี่ย

หลักจากที่ขายได้ เสี่ยบุญเกิบ ก็แบ่งเงินให้ชาวบ้านและเก็บส่วนแบ่ง 10 ลูกของทิดแมน ไว้กับตัว … เสี่ยบุญเกิบก็ให้ทิดแมนเห็นแค่จำนวน balance ที่เขียนไว้บนกระดานดำหน้าร้านเท่านั้น ว่าของทิดแมนรอขาย 10 ลูก … โดยที่ทิดแมนไม่รู้ตัวเลยว่า ลูกท้อของเขาไม่มีจริงๆ แล้ว (แบบนี้เรียกว่า ตัวเลขทางบัญชี … คือมีแต่ตัวเลข แต่ตัวของจริงๆ หายไปแล้ว) 

อีกหลายวันผ่านไป
บุญหลาย: เสี่ยครับ มีชาวบ้านเอาลูกท้อมาขาย 10 ลูก ชาวบ้านอยากขายลูกล่ะ 7 บาท เอาไงดีครับนาย
เสี่ยบุญเกิบดีใจมาก: รีบซื้อเลยๆๆๆ แล้วเอา 10 ลูกนั้นไปคืนทิดแมน เผื่อมันมาทำเรื่องเอาลูกท้อคืน เราจะได้มีให้มัน … แค่นี้ฉันก้ได้กำไรเพิ่มแล้ว 
บุญหลาย: ครับเสี่ย

อีกหลายวันผ่านไป
บุญหลาย: เสี่ยครับ มีคนจากบางกอก มาขอซื้อลูกท้อ 10 ลูก ราคาลูกล่ะ 10 บาท แต่เราไม่มีลูกท้อในโกดังแล้ว เอาไงดีเสี่ย
เสี่ยบุญเกิบ: แกโทรไปถามมันน่ะว่า ถ้าซื้อแล้วจะเอาลูกท้อกลับบ้านเลยไหม หรือจะฝากไว้ที่โกดังฉันก่อน
บุญหลาย: ครับเสี่ย

บุญหลาย: เสี่ยครับ ผมโทรไปแล้ว เขาจะฝากไว้กับเราก่อนเผื่อว่าราคาขึ้น เขาก็จะขายกับเราเลย
เสี่ยบุญเกิบ: งั้น ขายให้มันเลย 
บุญหลาย: แต่เราไม่มีของในโกดังน่ะครับเสี่ย 
เสี่ยบุญเกิบ: ขายให้มันไปก่อน เดียวรอชาวบ้านมาขายราคาถูกๆ เราค่อยซื้อจากชาวบ้านมาให้มัน … ตอนนี้ให้มันเห็นแต่ตัวเลขไปก่อน
บุญหลาย: อ๋อ ครับเสี่ย

อีกหลายวันผ่านไป
บุญหลาย: เสี่ยๆๆๆ เสียครับ แย่แล้ว … ไอ้คนจากบางกอกโทรมาจะเอาลูกท้อออกจากโกดังเรา มันบอกว่าจะเอาไปขายอีกที่หนึ่ง … ของชาวบ้านที่เอามาขายก็ราคาสูงกว่าที่ขายให้มัน ถ้าเราซื้อของชาวบ้านเอามาให้มันเราขาดทุนยับเลยน่ะนาย
เสี่ยบุญเกิบ: อืมมม .. เอาแบบนี้ แก ถ่วงเวลามันไว้ก่อน .. บอกมันให้ทำเรื่องมาเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ แล้วบอกมันว่าทางเราจะใช้เวลาสัก 2-3 วันตรวจสอบเอกสาร  .. ในช่วงเวลานี้แกก็หาของถูกๆ ของชาวบ้านเพื่อซื้อมาคืนมัน .. แต่ถ้าสัก 1 อาทิตย์แกยังหาซื้อไม่ได้ แกก็แจ้งมันไปว่าเราส่งของไปให้มันแล้ว แม้ว่าจริงๆ เราจะไม่ได้ส่งก็ตาม … แล้วแกก็เงียบๆ ไปเลยไม่ต้องไปคุยกับมันอีก … เข้าใจไหม
บุญหลาย: แล้วถ้ามันเอาเราไปประจานใน internet ล่ะนาย 
เสี่ยบุญเกิบ: แกก็แกล้งปลอมตัวเป็นลูกค้าแล้วไปจ้างพวกวินหน้าทางเข้าหมู่บ้านแกล้งเป็นลูกค้าฉันด้วย แล้วไปตอบมันว่าพวกแกซื้อขายได้ปกติ .. พยายามไซโคลว่า มันต่างหากที่ทำเรื่องไม่ถูกต้องหรือให้ ที่อยู่ของมันผิด .. ย้ำบ่อยๆ ว่าเป็นความผิดของมันเอง … เข้าใจไหม?
บุญหลาย: ครับเสี่ย

และเสี่ยบุญเกิบก็ดำเนินธุรกิจแบบนี้ไปอีกหลายเดือน ธุรกรรมใดๆ ที่มีซื้อขายแล้วฝากลูกท้อไว้ในโกดังของเสี่ย … เสี่ยก็จะปล่อยให้เป็นไปตามปกติ แต่ถ้ามีการถอนลูกท้อออกมาเมื่อไร เสี่ยก็จะพิจารณาว่าเป็นการถอนที่เสี่ยได้กำไรหรือไม่ ถ้าได้กำไร ก็จะปล่อยยเป็นปกติเช่นกัน .. แต่ถ้าเมื่อไรที่ลูกค้าถอนแล้วเสี่ยขาดทุน ก็จะยื้อจนบางครั้งถึงกับต้องทุบ ราคา โดยเอาของที่ชาวบ้านฝากขายมาเทขายทิ้งเองเพื่อให้ราคาลูกท้อต่ำๆ จนทำให้เสี่ยสามารถที่จะรับซื้อกลับมาได้ในราคาต่ำๆ … ซึ่งการกระทำแบบนี้ทำให้ราคาของลูกท้อพิสดารไม่ขึ้นไปไหนสักที เพราะโดนเสี่ยบุญเกิบเล่นรอบอยู่แบบนี้แหละ

ณ มุมหนึ่งของหมู่บ้าน .. ลุงกำนันที่สนใจในลูกท้อพิสดารเพราะเชื่อมั่นในตัวลุงเครากับลุงโล้นมากๆ  และได้เริ่มเพาะปลุกลูกท้อตั้งแต่รุ่นแรกๆ ... จนปัจจุบันขยายที่ดินและขยายโกงดันจนเก็บลูกท้อได้จำนวนหนึ่ง … แต่บุตรชายของเขา บักหำน้อย ไม่เห็นด้วยและพยายามที่จะให้ลุงกำนันขายทั้งหมดเพราะยังไงเราก็ผลิตลูกท้อมาได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว .. จะเก็บไว้ทำไม

บักหำน้อย: พ่อ ฉันว่าเราขายลูกท้อไปบ้างเถอะ เราจะเก็บมันไว้ทำไมยังไงเราก็ผลิตมาได้เรื่อยๆ น่ะพ่อ
ลุงกำนัน: ทำไมแกถึงอยากขายล่ะ
บักหำน้อย: ฉันเห็นราคาที่ร้านของเสี่ยบุญเกิบ บางวันก็สุง ฉันว่าเราน่าจะไปขายเอากำไรบ้างน่ะ ยังไงเราก็ผลิตได้มาฟรีๆ อยู่แล้ว
ลุงกำนัน: แล้วแกคิดว่าเราควรขาย ลูกท้อพิสดาร ที่ราคาที่เท่าไรล่ะ 
บักหำน้อย: ลูกล่ะ 15 บาทดีไหมพ่อ … เมื่อวานฉันเห็นมันขึ้นมาถึงราคานี้เลยนะ 
ลุงกำนัน: แกตีมูลค่าของลูกท้อจากอะไร? จากราคาในอดีตของมันเหรอ แกคิดว่ามันมีราคานี้จริงๆ เหรอ … แล้วตอนนี้แกเดือดร้อนรื่องเงินไหม? แกเห็นพ่อไปกู้หนี้ยืมสินเงินใครมาปลูกลูกท้อบ้างไหม?
บักหำน้อย: ฉันก็ไม่รู้น่ะพ่อ ว่ามันควรจะราคาเท่าไรดี และเราก็ไม่ได้เดือดร้อน เราก็ปลูกตามกำลังของเรา ทำไมหรือพ่อ

ลุงกำนัน: ถ้าเราไม่เดือดร้อนแล้วจะรีบขายไปทำไม … แกจำไว้น่ะ ของ จะมีมูลค่าเมื่อมันมีประโยชน์ .. ขนาดตอนนี้ลูกท้อมันยังทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ราคาของมันยังลูกล่ะ 10 บาท 15 บาท และถ้าวันหนึ่ง บักเครากับบักโล้น สามารถทำให้มันมีประโยขน์ขึ้นมาได้จริงๆ แกคิดว่าราคามันจะเท่าไร … ตอนที่บักหำอีลอนทำ tesla มีคนกี่คนที่กล้าถือหุ้น … และที่พวกเขากล้าถือเพราะพวกเขาเชื่อมั่น บักอีลอนยังไงล่ะ … ก็เหมือนกับฉันนี้แหละ ที่ยังเชื่อมั่นในตัวบักเครากับบักโล้น .. ฉันเชื่อว่าลูกท้อพิสดารจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน

บักหำน้อย: แล้วถ้าลุงเครากับลุงโล้น ทำไม่สำเร็จล่ะพ่อ .. เราไม่ขาดทุนเหรอ
ลุงกำนัน: มันก็ขาดทุนแหละลูกเอย … ตราบใดที่เราไม่ได้ลงทุนจากการกู้หนี้ยืมสิน ถ้าบักเครากับบักโล้นทำไม่สำเร็จเราก็ยังไม่ขาดทุนมากนัก …เราอาจจะเสียเวลาบ้าง เสียค่าใช้จ่ายบ้าง แต่อย่างน้อยเรายังได้เรียนรู้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่บักเครากับบักโล้นกำลังทำอยู่  ต้องมีใครสักคนเอาไปต่อยอดแน่นอน .. จำไว้น่ะลูก 
“ของจะมีมูลค่า เมื่อมันทำประโยชน์ได้” 
บักหำน้อย: จ๊ะพ่อ ไม่ขายก็ไม่ขาย … 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1) คนอย่างเสี่ยบุญเกิบนี้แหละครับ น่ากลัวที่สุด เพราะรู้ว่าของที่เอามาฝากซื้อฝากขายจับต้องไม่ได้ จึงสามารถเอามาหมุนเป็นว่าเล่น จน เสี่ยบุญเกิบโดนแบนที่ประเทศอังกฤษและเพิ่งโดนแบนที่ประเทศสิงคโปร์ด้วย … เพราะธุรกิจของเสี่ยบุญเกิบ ไม่สามารถตรวจสอบได้ และไม่ยอมให้ตรวจสอบด้วย

2) ถ้าใครไม่อยากโดยเสี่ยบุญเกิบเอาเปรียบ … รอ AMM ของลุงโล้นครับ

3) ห้ามลงทุนจากการกู้ยืมเด็ดขาด ... ให้เราลงทุนตามกำลังที่เรามี

4) ทุกครั้งที่เราลงเงินไปกับอะไรสักอย่าง … เราต้องศึกษาว่า สิ่งนั้นมีโอกาสสร้างมูลค่าหรือไม่ ถ้ามันมีโอกาสสร้างมูลค่าแล้วตอนนี้มันมีราคาถึงมูลค่าของมันแล้วหรือยัง … ของบางอย่างเช่น bitcoin ถ้าเอาเรื่อง “ราคา” ออก เราสามารถหาเหตุผลที่เราควรถือมันได้ไหม?  

5) ความอดทนที่ยาวนาน ย่อมคู่ควร กับรางวัลที่งดงาม

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม … happy farming ครับ

Chia รวมมือกับ Costa Rica พัฒนา open source software

บทความนี้ post ลง facebook เมื่อวันที่ 12 Nov 2021 => link

Chia รวมมือกับ Costa Rica พัฒนา open source software เพื่อปรับปรุงความโปร่งใสและช่วยให้ประเทศต่างๆ บรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีส 

อ้างอิงจาก 


ทุกคนคงทราบไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่า Chia ได้ร่วมมือกับ Costa Rica ถึงการร่วมมือกันครั้งนี้ … ผมขอข้ามเนื้อหาของข้อตกลงและจะลองวิเคราะห์ Activity นี้ดีกว่าครับ .. เป็นความเห็นส่วนตัวที่ bias ไปหา Chia น่ะครับ ผู้อ่านจำเป็นต้องคิดและวิเคราะห์ด้วยตัวเองอีกครั้งน่ะครับ

สิ่งแรกเลยที่เราจำเป็นต้องรู้ … นี้ไม่ใช่ project Asteroids

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจ Paris Agreement ก่อน … จากโพส์ตก่อนหน้าผมแนะนำให้รู้จักกับพิธีสารเกียวโตไปแล้ว .. หลังจากนานาชาติพากันลงนามพิธีสารเกียวโตเมื่อปี 1997 ก็ผ่านมาหลายปีแต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แถมอุณหภูมิของโลกกับแย่ลงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงรอบการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 21 (COP21)  ที่จัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศษ ซึ่งในการประขุมได้เร่งรัดให้แต่ล่ะประเทศรีบดำเนินการตามข้อตกลงพิธีสารเกียวโต จนเกิดเป็นข้อตกลงที่เรียกว่า Paris Agreement 

ดังนั้น Paris Agreement จึงเป็นข้อตกลงที่สำคัญมากที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องทำตาม 

ณ ตอนนี้การทำข้อตกลง Paris Agreement ได้มีการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า carbon credit กับ carbon market มาช่วย … แต่ข้อมูลทีแต่ล่ะประเทศส่งข้อมูลไปขอ carbon credit ไม่ค่อยน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ยาก … จนกระทั่ง World Bank ได้สร้าง project Climate Warehouse เพื่อที่จะสนับสนุนการส่งข้อมูลและการตรวจสอบที่จะช่วยให้ข้อมูลมีความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่ง Chia Network ได้ประกาส partnership กับ World Bank ที่จะนำเอา chia blockchain มาใช้เพื่อแก้ปัญหาความโปร่งใสและการ update ข้อมูลอย่างถูกต้อง 

ปูพรมมาถึงตรงนี้แล้ว พอจะทันกันใช่ไหมครับ 

ที่นี้ World Bank ไม่ใช่ประเทศ … การร่วมมือกับ Chia Network จึงเป็นการร่วมมือกันระหว่างองค์กับองค์กรและเป็นเป็นองค์กรที่ไม่เกี่ยวกับกิจกรรมการลดโลกร้อนเลย …  Chia Network จึงจำเป็นต้องหาพัทธมิตรที่เป็นประเทศที่มีการทำกิจกรรมลดโลกร้อนจริงๆ  ดังนั้นการที่ Chia Network จับมือกันกับ Costa Rica จึงเป็นการทำให้ project Climate Warehouse ครบ loop นั้นเอง … ถ้า Chia Network สามารถแสดงให้โลกเห็นได้ว่า Costa Rica สามารถลดโลกร้อนได้จริงๆ และทุกๆ กิจกรรมยังสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน จะเกิดผลดังนี้ 

1) Costa Rica สามารถสอบผ่าน Paris Agreement … แน่นอน Costa Rica จะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ตามข้อตกลง Paris 

2) Costa Rica จะเป็นต้นแบบทั้งด้าน software hardware ให้กับประเทศอื่นๆ ให้ทำตามหรือเป็นคนกำหนด protocol นั้นเอง .. Costa Rica อาจจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ในเรื่องของ knowledge training ให้กับประเทศอื่นๆ 

3) ประเทศใดๆ ก็ตามที่ต้องการได้รับสิทธิพิเศษแบบ Costa Rica จึงจำเป็นต้องติดตั้ง software hardware และ system และ update กิจกรรมเช่นเดียวกับ Costa Rica … นั้นหมายถึงต้องใช้ chia blockchain ด้วย

หนึ่งในข้อตกลงของ Paris คือ การลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการลดก๊าซเรือนกระจกก็จำเป็นต้องลดการใช้พลังงานไฟฟ้า … เมื่อประเทศโดนบีบให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเพราะ Paris Agreement  แน่นอนจะมีผลกระทบกับ crypto mining … ดังนั้นนโยบายของแต่ล่ะประเทศ “อาจจะ” ต้องดำเนินการตามประเทศจีนที่เข้มงวดกับ crypto mining มากขึ้นเพื่อให้ตัวเองสอบผ่าน Paris Agreement 

Gene ได้ update ใน keypress ว่า 

"The Climate Warehouse runs on top of the chain via Chialisp. Small amounts of XCH are used to update database singletons e.g. "

หมายความว่าทุกๆ ครั้งที่มีการสร้าง singletons หรือการสร้าง transaction ของข้อมูล … จะต้องมีการจ่ายด้วย XCH เสมอ … ดังนั้น XCH ที่เรา farm จะมีประชากรบนโลกรอบริโภค เสมือนเป็นสินค้า commodity ชนิดหนึ่ง … ถ้าในอนาคต กิจกรรมที่ต้อการใช XCH สูงกว่าที่ farmer จะผลิตเหรียญได้ทัน ราคาเหรียญก็จะสูงขึ้น .. จนอาจจะต้องทำให้ประเทศบางประเทศต้องกักตุน XCH เผื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการใช้ XCH เสมือนกักตุนทองคำหรือน้ำมัน  

นับว่าเป็นการเดินเกมส์ที่ฉลาดมากๆ ของ Chia Network เริ่มต้น business กับ government และองค์กรนานาชาติ เพราะองค์กรใหญ่ๆ แบบนี้จะเป็นคนกำหนดทิศทางให้แต่ล่ะประเทศเดินตาม … และแต่ล่ะประเทศจะไปกำหนดให้ภาคธุรกิจเดินตาม plan ที่วางไว้เช่นเดียวกัน 

เรามารอดูกับครับว่า Chia Network จะไปถึงฝั่งฝันไหม … แม้ว่าหนทางยังอีกยาวไกลแต่สำหรับผมก็สามารถ มองเห็นแสงสว่างแห่งอนาคตได้ค่อนข้างชัดเจนเลยทีเดียว 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม …. happy farming ครับ

เตรียมความพร้อมก่อน Atari จะเปิดตัว

บทความนี้ post ลง facebook เมื่อวันที่ 7 Nov 2021 => link


เป็นข่าวใหญ่เรียบร้อยสำหรับ project Atari ที่ chia ไป support program Climate Warehous เรามาเตรียมความพร้อมเพื่อรอรับการเปิดตัวของ Atari กันก่อนดีกว่าจะได้ไม่ งง ที่หลัง

*** บทความนี้เขียนตามความเข้าใจของผม จุดผิดพลาดใดๆ รบกวนชี้แนะใต้ comment ด้วยครับ

ณ ตอนนี้โลกเต็มไปด้วยปัญหา global warming ที่แต่ล่ะประทศต่างปล่อยก๊าสเรือนกระจกออกสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการแก้ปัญหาจึงมีการทำสัญญาที่ชื่อว่า “พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)” ต่อท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ในพิธีสารนี้ได้ระบุสิ่งดึงดูดให้แต่ล่ะประเทศลดการปล่อยก๊าสที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต (carbon credit)” … ตัวอย่างเช่นประเทศ ABC มีการปล่อยก๊าสเรือนกระจกออกมา 100 ตันต่อปี ถ้าอยู่ดีดีไปบอกให้ประเทศ ABC ลงทุนนู้นนี้นั้นเพื่อลดก๊าส … ประเทศ ABC ก็คงจะไม่ทำเพราะเสียเงินโดยใช่เหตุ … พิธีสารเกียวโตจึงบอกประเทศ ABC ว่า เอาอย่างนี้ถ้าสามารถลดก๊าสได้จะให้รางวัลที่เรียกว่า carbon credit เช่น ลดได้ 2 ตันต่อปี ก็จะได้ carbon credit 2 ตันเป็นต้น 

เมื่อประเทศ ABC มี carbon credit 2 ตันแล้วก็จะสามารถนำเอาไปใช้จ่ายที่ carbon market ซึ่งเป็นตลาดที่เอาไว้ใช้ trade โดยฝั่งผู้ขายก็จะเอาของมาขายจริงๆ แต่ก็เหมือนเอามาให้ฟรีสำหรับประเทศที่สามารถลดก๊าสเรือนกระจกได้ 

ถึงตอนนี้ไม่ งง น่ะครับ 

สำหรับ project Climate Warehouse ถ้าอ้างอิงใน website ของ world bank ที่ https://www.worldbank.org/en/news/video/2019/12/02/the-world-bank-group-climate-warehouse มันคือการบันทึกวิธีการและกระบวนการการลดก๊าส carbon ของประเทศแต่ล่ะประเทศรวมถึงองค์กรและสถาบันเพื่อนำข้อมูลมาแลกเป็น carbon credit  

chia จึงมีหน้าที่ในการทำ blockchain เพื่อเก็บข้อมูลเหล่านี้ … โดยที่ข้อมูลต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและสำคัญมากเมื่อ update ไปแล้วจะเข้ามาแก้ไขไม่ได้ ทุกครั้งที่ update เหล่า farmer จะช่วยกัน validate block …. และข้อมูลต้องเป็น public … ทำให้ผมนึกถึงคำว่า  federate database ที่ Gene เคยพูดถึงในงาน AMA

แต่ใน keybase มีการพูดถึง chia จะเข้าไปมีส่วนในระบบเทรด carbon market ด้ว

ผมจึงไม่แน่ใจว่าขอบเขตจริงๆ ของ chia กับ Climate warehouse จะมีมากขนาดไหน ….แต่ที่แน่ใจแน่ๆ ในการประชุม COP26 (ที่นายกประยุทธ์ไปพูดเพิ่งกลับมา) chia เป็น partner การจัดเก็บข้อมูลด้วย blockchain ให้องค์กรเรียบร้อยแล้ว อ้างอิงจาก https://www.ieta.org/resources/COP26/COP26%20IETA%20BusinessHub%20Program%20Guide.pdf หน้า 39 

ที่นี้ถ้าในอนาคต COP26 ต้องการเก็บข้อมูลเหมือน Climate Warehouse ก็สามารถเรียกใช้บริการ Chia Network ได้เลย … เดียว farmer จะ validate ข้อมูลให้ 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม … happy farming ครับ