วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

นิทาน chia เรื่อง … ลูกท้อพิสดาร

บทความนี้ post ลง facebook เมื่อวันที่ 15 Nov 2021 => link 

ณ ที่ชนบทแห่งหนึ่งมีหมู่บ้านที่ชื่อว่า หนองน้ำบ่มีน้ำ เป็นหมู่บ้านที่เงียบสงบตามประสาหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงทั่วไป … จนอยู่มาวันหนึ่งมีนักธุรกิจ 2 คนจากบางกอกได้เข้ามาที่หมู่บ้านเพื่อทำการทดลองปลูกผลไม้ที่พวกเขากำลังวิจัยกันอยู่และยังมีแผนที่จะเปิดเป็นบริษัทอีกด้วยถ้าผลการวิจัยได้ผลลัพท์ที่ดี 

ชาวบ้านเรียกนักธุรกิจทั้งสองคนว่า ลุงเครากับลุงโล้น (ชื่อสมมุติน่ะครับไม่ได้เกี่ยวกับบุคคลใดๆเลย … จริ๊งๆ) … หลังจากที่ลุงทั้งสองมาอยู่หมู่บ้านได้เดือนกว่าๆ ก็ได้เริ่มเอาผลไม้ที่ลุงทำการวิจัยมาให้ชาวบ้านทดลองปลูก ลุงทั้งสองเรียกผลไม้นี้ว่า “ลูกท้อพิสดาร” โดยโฆษณาว่าตอนนี้ลุงทั้งสองกำลังทำให้มันสามารถแปรรูปไปเป็นน้ำมันได้ แต่ตอนนี้ผลการวิจัยยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีนัก แต่การันตีว่าในอนาคตลูกท้อพิสดารจะต้องเป็นที่นิยมในโลกแน่ๆ  … 

จากนั้นก็แจกเมล็ดพันธ์ของลูกท้อพิสดารให้ชาวบ้านเอาไปปลูก เพราะลุงทั้งสองคิดว่าถ้าสามารถแปรรูปได้สำเร็จจริงๆ บริษัทขอลุงจะต้องการลูกท้อจำนวนมากเพื่อมาใช้เป็นวัตุดิบในการแปรรูปแน่นอน .... ชาวบ้านก็จะสามารถขายลูกท้อพิศดารถือว่าเป็นรายได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน 

เวลาผ่านไปสามเดือนกว่าๆ … ชาวบ้านที่เริ่มปลุกตั้งแต่เมล็ดพันธ์รุ่นแรกๆ เริ่มมีจำนวนลูกท้อพิสดารมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ  … แต่ลุงทั้งสองก็ยังไม่สามารถแปรรูปลูกท้อพิสดารได้สักที … ทำให้ชาวบ้านบางส่วนมองว่า เอ๊ะ มีลูกท้อพิสดารตั้งเยอะแต่ทำอะไรไม่ได้เลย จะเอามากินก็กินไม่ได้ …. เรายังจะเก็บมันไว้ดีไหมน่ะ หรือว่าเอาไปขายทิ้งหาเงินซื้อข้าวกินดีกว่า? แต่ถ้าเอาไปขายใครมันจะซื้อเพราะซื้อไปแล้วก็ยังเอาไปทำอะไรไม่ได้เพราะลุงทั้งสองยังหาวิธีแปรรูปไม่ได้เลยดังนั้น ณ ตอนนี้มันคือขยะชัดๆ 

เสียงชาวบ้านที่เริ่มบ่นอยากขายลูกท้อพิสดารเยอะขึ้นเรื่อยๆ … จนไปถึงหู เสี่ยบุญเกิบ เศรษฐีใหญ่ประจำตำบล … เสี่ยบุญเกิบจึงมีความคิดที่จะหากำไรจากลูกท้อพิสดารขึ้นทันที … จึงได้สั่ง บุญหลาย ลูกน้องคนสนิท ให้ไปประกาศบอกชาวบ้านว่า เสี่ยบุญเกิบ ผู้ใจบุญรับรู้ความต้องการของชาวบ้าน … จึงอาสาจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการเป็นตัวกลางสำหรับการซื้อขายลูกท้อพิสดารเอง 

ทิดแมน ได้ฟังประกาศจาก บุญหลาย จึงไปติดต่อ เสี่ยบุญเกิบ เพื่อที่จะเอาลูกท้อพิสดารจำนวน 10 ลูกไปขาย …. เสี่ยบุญเกิบเลยบอกไปว่าตอนนี้ยังไม่มีคนอยากซื้อให้ทิ้งลูกท้อพิสดารไว้ก่อนแล้วจดลงบัญชีว่า ทิดแมน มีลูกท้อพิสดาร 10 ลูก … ชาวบ้านเห็นดังนั้นก็เริ่มเอาลูกท้อพิสดารมาฝากเสี่ยบุญเกิบขายเรื่อยๆ 

และในคืนที่ทิดแมนกับชาวบ้านมาฝากขายลูกท้อพิสดาร นั้นเอง …. ปรากฏว่าลุงเครากับลุงโล้น ได้ไปออกทีวีและได้โชว์วิธีการแปรรูปลูกท้อพิสดารเป็นน้ำมัน … แม้ว่าการแปรรูปจะยังทำได้ไม่สมูรณ์นัก  แต่ก็สามารถสร้างเป็นกระแสให้มีคนอยากได้ลูกท้อพิสดารนี้ … จนถึงขั้นมีการประกาศรับซื้อ ลูกท้อพิสดาร … 

อยู่มาวันหนึ่ง
บุญหลาย: เสี่ยๆๆๆ เสี่ยครับ มีคนอยากได้ลูกท้อพิสดาร 100 ลูกในราคาลูกล่ะ 10 บาท เรามีลูกท้อของทิดแมนกับชาวบ้านจำนวน 100 ลูกพอดี เราขายแล้วเอาเงินให้ชาวบ้านดีไหมเสี่ย
เสี่ยบูญเกิบ: งั้นแกโทรไปถามชาวบ้านสิ ว่ามีคนอยากซื้อ ลูกล่ะ 5 บาท จะขายไหม? ถ้าชาวบ้านยอมขายเราจะได้กำไรทันที ลูกล่ะ 5 บาท 100 ลูกก็ 500 บาท
บุญหลาย: ครับ เสี่ย ..

อีก 1 ชมต่อมา
บุญหลาย: เสี่ยครับ ชาวบ้านยอมขายลูกล่ะ 5 บาทแต่ทิดแมน มันไม่ยอมขาย มันอยากขายลูกล่ะ 10 บาทครับ นาย … เอาไงดีครับ
เสี่ยบุญเกิบ: อืมมม … เอายังงี้แกขายให้หมดเลย 100 ลูกรวมของทิดแมนไปด้วย … แต่แกอย่าไป update ตัวเลขของทิดแมนน่ะ … ให้ตัวเลขของทิดแมนมันโชว์ว่าเหลือ 10 ลูกแบบนั้นแหละ … ถือส่ะว่าฉัน(แอบ)ยืมทิดแมนมาก่อนโดยที่ไม่ได้บอกมันล่ะกัน 
บุญหลาย: ได้ครับเสี่ย

หลักจากที่ขายได้ เสี่ยบุญเกิบ ก็แบ่งเงินให้ชาวบ้านและเก็บส่วนแบ่ง 10 ลูกของทิดแมน ไว้กับตัว … เสี่ยบุญเกิบก็ให้ทิดแมนเห็นแค่จำนวน balance ที่เขียนไว้บนกระดานดำหน้าร้านเท่านั้น ว่าของทิดแมนรอขาย 10 ลูก … โดยที่ทิดแมนไม่รู้ตัวเลยว่า ลูกท้อของเขาไม่มีจริงๆ แล้ว (แบบนี้เรียกว่า ตัวเลขทางบัญชี … คือมีแต่ตัวเลข แต่ตัวของจริงๆ หายไปแล้ว) 

อีกหลายวันผ่านไป
บุญหลาย: เสี่ยครับ มีชาวบ้านเอาลูกท้อมาขาย 10 ลูก ชาวบ้านอยากขายลูกล่ะ 7 บาท เอาไงดีครับนาย
เสี่ยบุญเกิบดีใจมาก: รีบซื้อเลยๆๆๆ แล้วเอา 10 ลูกนั้นไปคืนทิดแมน เผื่อมันมาทำเรื่องเอาลูกท้อคืน เราจะได้มีให้มัน … แค่นี้ฉันก้ได้กำไรเพิ่มแล้ว 
บุญหลาย: ครับเสี่ย

อีกหลายวันผ่านไป
บุญหลาย: เสี่ยครับ มีคนจากบางกอก มาขอซื้อลูกท้อ 10 ลูก ราคาลูกล่ะ 10 บาท แต่เราไม่มีลูกท้อในโกดังแล้ว เอาไงดีเสี่ย
เสี่ยบุญเกิบ: แกโทรไปถามมันน่ะว่า ถ้าซื้อแล้วจะเอาลูกท้อกลับบ้านเลยไหม หรือจะฝากไว้ที่โกดังฉันก่อน
บุญหลาย: ครับเสี่ย

บุญหลาย: เสี่ยครับ ผมโทรไปแล้ว เขาจะฝากไว้กับเราก่อนเผื่อว่าราคาขึ้น เขาก็จะขายกับเราเลย
เสี่ยบุญเกิบ: งั้น ขายให้มันเลย 
บุญหลาย: แต่เราไม่มีของในโกดังน่ะครับเสี่ย 
เสี่ยบุญเกิบ: ขายให้มันไปก่อน เดียวรอชาวบ้านมาขายราคาถูกๆ เราค่อยซื้อจากชาวบ้านมาให้มัน … ตอนนี้ให้มันเห็นแต่ตัวเลขไปก่อน
บุญหลาย: อ๋อ ครับเสี่ย

อีกหลายวันผ่านไป
บุญหลาย: เสี่ยๆๆๆ เสียครับ แย่แล้ว … ไอ้คนจากบางกอกโทรมาจะเอาลูกท้อออกจากโกดังเรา มันบอกว่าจะเอาไปขายอีกที่หนึ่ง … ของชาวบ้านที่เอามาขายก็ราคาสูงกว่าที่ขายให้มัน ถ้าเราซื้อของชาวบ้านเอามาให้มันเราขาดทุนยับเลยน่ะนาย
เสี่ยบุญเกิบ: อืมมม .. เอาแบบนี้ แก ถ่วงเวลามันไว้ก่อน .. บอกมันให้ทำเรื่องมาเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ แล้วบอกมันว่าทางเราจะใช้เวลาสัก 2-3 วันตรวจสอบเอกสาร  .. ในช่วงเวลานี้แกก็หาของถูกๆ ของชาวบ้านเพื่อซื้อมาคืนมัน .. แต่ถ้าสัก 1 อาทิตย์แกยังหาซื้อไม่ได้ แกก็แจ้งมันไปว่าเราส่งของไปให้มันแล้ว แม้ว่าจริงๆ เราจะไม่ได้ส่งก็ตาม … แล้วแกก็เงียบๆ ไปเลยไม่ต้องไปคุยกับมันอีก … เข้าใจไหม
บุญหลาย: แล้วถ้ามันเอาเราไปประจานใน internet ล่ะนาย 
เสี่ยบุญเกิบ: แกก็แกล้งปลอมตัวเป็นลูกค้าแล้วไปจ้างพวกวินหน้าทางเข้าหมู่บ้านแกล้งเป็นลูกค้าฉันด้วย แล้วไปตอบมันว่าพวกแกซื้อขายได้ปกติ .. พยายามไซโคลว่า มันต่างหากที่ทำเรื่องไม่ถูกต้องหรือให้ ที่อยู่ของมันผิด .. ย้ำบ่อยๆ ว่าเป็นความผิดของมันเอง … เข้าใจไหม?
บุญหลาย: ครับเสี่ย

และเสี่ยบุญเกิบก็ดำเนินธุรกิจแบบนี้ไปอีกหลายเดือน ธุรกรรมใดๆ ที่มีซื้อขายแล้วฝากลูกท้อไว้ในโกดังของเสี่ย … เสี่ยก็จะปล่อยให้เป็นไปตามปกติ แต่ถ้ามีการถอนลูกท้อออกมาเมื่อไร เสี่ยก็จะพิจารณาว่าเป็นการถอนที่เสี่ยได้กำไรหรือไม่ ถ้าได้กำไร ก็จะปล่อยยเป็นปกติเช่นกัน .. แต่ถ้าเมื่อไรที่ลูกค้าถอนแล้วเสี่ยขาดทุน ก็จะยื้อจนบางครั้งถึงกับต้องทุบ ราคา โดยเอาของที่ชาวบ้านฝากขายมาเทขายทิ้งเองเพื่อให้ราคาลูกท้อต่ำๆ จนทำให้เสี่ยสามารถที่จะรับซื้อกลับมาได้ในราคาต่ำๆ … ซึ่งการกระทำแบบนี้ทำให้ราคาของลูกท้อพิสดารไม่ขึ้นไปไหนสักที เพราะโดนเสี่ยบุญเกิบเล่นรอบอยู่แบบนี้แหละ

ณ มุมหนึ่งของหมู่บ้าน .. ลุงกำนันที่สนใจในลูกท้อพิสดารเพราะเชื่อมั่นในตัวลุงเครากับลุงโล้นมากๆ  และได้เริ่มเพาะปลุกลูกท้อตั้งแต่รุ่นแรกๆ ... จนปัจจุบันขยายที่ดินและขยายโกงดันจนเก็บลูกท้อได้จำนวนหนึ่ง … แต่บุตรชายของเขา บักหำน้อย ไม่เห็นด้วยและพยายามที่จะให้ลุงกำนันขายทั้งหมดเพราะยังไงเราก็ผลิตลูกท้อมาได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว .. จะเก็บไว้ทำไม

บักหำน้อย: พ่อ ฉันว่าเราขายลูกท้อไปบ้างเถอะ เราจะเก็บมันไว้ทำไมยังไงเราก็ผลิตมาได้เรื่อยๆ น่ะพ่อ
ลุงกำนัน: ทำไมแกถึงอยากขายล่ะ
บักหำน้อย: ฉันเห็นราคาที่ร้านของเสี่ยบุญเกิบ บางวันก็สุง ฉันว่าเราน่าจะไปขายเอากำไรบ้างน่ะ ยังไงเราก็ผลิตได้มาฟรีๆ อยู่แล้ว
ลุงกำนัน: แล้วแกคิดว่าเราควรขาย ลูกท้อพิสดาร ที่ราคาที่เท่าไรล่ะ 
บักหำน้อย: ลูกล่ะ 15 บาทดีไหมพ่อ … เมื่อวานฉันเห็นมันขึ้นมาถึงราคานี้เลยนะ 
ลุงกำนัน: แกตีมูลค่าของลูกท้อจากอะไร? จากราคาในอดีตของมันเหรอ แกคิดว่ามันมีราคานี้จริงๆ เหรอ … แล้วตอนนี้แกเดือดร้อนรื่องเงินไหม? แกเห็นพ่อไปกู้หนี้ยืมสินเงินใครมาปลูกลูกท้อบ้างไหม?
บักหำน้อย: ฉันก็ไม่รู้น่ะพ่อ ว่ามันควรจะราคาเท่าไรดี และเราก็ไม่ได้เดือดร้อน เราก็ปลูกตามกำลังของเรา ทำไมหรือพ่อ

ลุงกำนัน: ถ้าเราไม่เดือดร้อนแล้วจะรีบขายไปทำไม … แกจำไว้น่ะ ของ จะมีมูลค่าเมื่อมันมีประโยชน์ .. ขนาดตอนนี้ลูกท้อมันยังทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ราคาของมันยังลูกล่ะ 10 บาท 15 บาท และถ้าวันหนึ่ง บักเครากับบักโล้น สามารถทำให้มันมีประโยขน์ขึ้นมาได้จริงๆ แกคิดว่าราคามันจะเท่าไร … ตอนที่บักหำอีลอนทำ tesla มีคนกี่คนที่กล้าถือหุ้น … และที่พวกเขากล้าถือเพราะพวกเขาเชื่อมั่น บักอีลอนยังไงล่ะ … ก็เหมือนกับฉันนี้แหละ ที่ยังเชื่อมั่นในตัวบักเครากับบักโล้น .. ฉันเชื่อว่าลูกท้อพิสดารจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน

บักหำน้อย: แล้วถ้าลุงเครากับลุงโล้น ทำไม่สำเร็จล่ะพ่อ .. เราไม่ขาดทุนเหรอ
ลุงกำนัน: มันก็ขาดทุนแหละลูกเอย … ตราบใดที่เราไม่ได้ลงทุนจากการกู้หนี้ยืมสิน ถ้าบักเครากับบักโล้นทำไม่สำเร็จเราก็ยังไม่ขาดทุนมากนัก …เราอาจจะเสียเวลาบ้าง เสียค่าใช้จ่ายบ้าง แต่อย่างน้อยเรายังได้เรียนรู้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่บักเครากับบักโล้นกำลังทำอยู่  ต้องมีใครสักคนเอาไปต่อยอดแน่นอน .. จำไว้น่ะลูก 
“ของจะมีมูลค่า เมื่อมันทำประโยชน์ได้” 
บักหำน้อย: จ๊ะพ่อ ไม่ขายก็ไม่ขาย … 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1) คนอย่างเสี่ยบุญเกิบนี้แหละครับ น่ากลัวที่สุด เพราะรู้ว่าของที่เอามาฝากซื้อฝากขายจับต้องไม่ได้ จึงสามารถเอามาหมุนเป็นว่าเล่น จน เสี่ยบุญเกิบโดนแบนที่ประเทศอังกฤษและเพิ่งโดนแบนที่ประเทศสิงคโปร์ด้วย … เพราะธุรกิจของเสี่ยบุญเกิบ ไม่สามารถตรวจสอบได้ และไม่ยอมให้ตรวจสอบด้วย

2) ถ้าใครไม่อยากโดยเสี่ยบุญเกิบเอาเปรียบ … รอ AMM ของลุงโล้นครับ

3) ห้ามลงทุนจากการกู้ยืมเด็ดขาด ... ให้เราลงทุนตามกำลังที่เรามี

4) ทุกครั้งที่เราลงเงินไปกับอะไรสักอย่าง … เราต้องศึกษาว่า สิ่งนั้นมีโอกาสสร้างมูลค่าหรือไม่ ถ้ามันมีโอกาสสร้างมูลค่าแล้วตอนนี้มันมีราคาถึงมูลค่าของมันแล้วหรือยัง … ของบางอย่างเช่น bitcoin ถ้าเอาเรื่อง “ราคา” ออก เราสามารถหาเหตุผลที่เราควรถือมันได้ไหม?  

5) ความอดทนที่ยาวนาน ย่อมคู่ควร กับรางวัลที่งดงาม

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม … happy farming ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น