บทความนี้ post ลง facebook เมื่อวันที่ 26 Dec 2021 => link
หลังจากที่เมื่อ 2-3 week ก่อนเกิดการฟัดกันนัวระหว่างแฟนคลับ BTC กับ ETH … วันนี้ผมจะมาเสนอมุมมองของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อเปรียบเทียบกับ XCH ของพวกเราครับ … ย้ำนะครับเป็นมุมมองส่วนตัวของผม อาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้ … อยู่ที่วิจารณญาณของผู้อ่านน่ะครับ
ก่อนอื่นคงตรงปูพรมพื้นฐานกันสักเล็กน้อยเกี่ยวกับ Web 3.0
ย้อนหลังไปเมื่อปี 1989 Tim BL ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า Word Wide Web ที่เป็นโครงสร้างการเข้าถึงข้อมูลผ่าน internet และนับว่าเป็นยุคแรกของ Web 1.0 … ในสมัยนั้นได้กำเนิด website ขึ้นมามากมายไม่ว่าจะเป็น www.yahoo.com www.sanook.com … สิ่งที่ Web 1.0 ทำคือบริการข้อมูลให้กับคนที่เข้ามาท่อง web ของพวกเขา
จนกระทั่งถึงยุคที่ web ต่างๆ เริ่มมีการ track data ของ user ว่ากำลังค้นหาข้อมูลอะไรอยู่ หรือกำลังพูดคุยเกี่ยวกับสินค้าตัวไหนและก็ทำการวิเคราะห์พร้อมทั้งนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องที่ user กำลังสนใจอยู่ … นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Web 2.0 ที่ data privacy ของ user เริ่มถูกคุกคาม ถูกดักจาก website หรือ applicaion ต่างๆ …
นอกจากในเรื่องของ data privancy แล้วสิ่งหนึ่งที่ชนชั้นระดับหัวกะทิคิดเหมือนกันก็คือ การเข้าไปแทรกแทรงจากหน่วยงานรัฐบาลหรือแม้แต่จากเจ้าของ website หรือ application นั้นๆ ซึ่งการเข้าไปแทรกแทรงแบบนี้เราจะถือว่าเป็น centralize system คือมี จุดศูนย์บังคับบัญชาที่จะทำอะไรกับใครก็ได้ โดยมีสิทธิขาดอยู่ที่คนเพียงแค่กลุ่มเดียว
ผมยกตัวอย่าง … นาย กอ โพสต์ facebook ที่ต่อต้านการเมืองของสหรัฐ … แต่ facebook เห็นว่าเป็นโพสต์ที่อันตรายกับการเมืองของสหรัฐจึงลบโพสต์นั้นทิ้งแม้ว่าโพสต์นั้นจะพูดถูกก็ตาม … เห็นไหมครับกลายเป็นว่า facebook ละเมิดสิทธิและเสรีภาพการแสดงออกเพียงเพราะจุดยืนทางการเมืองอยู่ตรงข้ามกับ facebook
และด้วยปัญหานี้ชนชั้นระดับหัวกะทิก็เลยเริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง … ทำไมเราจะต้องโดนดักข้อมูลส่วนบุคคลหรือแม้แต่อำนาจการตัดสินใจจึงไปอยู่กับคนเพียงกลุ่มเดียว … และนี้จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นสร้างมาตรฐาน Web 3.0
แต่มันก็ไม่ได้สร้างมาตรฐานกันได้ง่ายๆ เพราะมีเสียงแตกและความเห็นต่างเกิดขึ้น … ฝั่งหนึ่งให้ความเห็นว่าถ้าให้อิสรภาพมากเกินไป … อาจจะทำให้วุ่นวายได้ .. ยกตัวอย่าง twitter ที่ไม่มีการบันทึก user เลยว่าเป็นใครมาจากไหน สามารถมีกี่ account ใน twitter ก็ได้ ไม่มีการตรวจสอบข้อความที่ทวิต … จึงทำให้เกิดมุมมืดใน twitter ขึ้นไม่ว่าจะเป็นการค้าประเวณี การขายยาเสพติด … ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ให้เยาวชนเข้าถึงข้อมูลพวกนี้ง่ายขึ้น
ดังนั้นการกำเนิด Web 3.0 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นการชั่งน้ำหนักกันว่าเราควรจะเป็น centralize (มีคนคุมกฏ) หรือ decentralize (ไม่ต้องมีคนคุมกฏ) …. แต่ถ้าเป็น centralize เราจะการันตีได้ยังไงว่าเราจะไม่โดนนายทุนหรือรัฐบาลแทรกแซง
ปัญหาของ Web 3.0 ลามไปถึง blockchain เมื่อ Jack Dorsey (คนสร้าง twitter) ทวิต ว่า VC (Venture Capitalist หรือ นายทุน) เป็นเจ้าของ Web3 … เผื่อใครไม่ทราบ Jack เป็นสาวกตัวยงของ BTC และไม่ชอบ ETH เอามากๆ … การที่ Jack ทวิตแบบนี้จึงสื่อไปทำนองที่ว่า BTC เป็น decentralize จริงๆ ไม่มีนายทุนมาครอบงำซึ่งไม่เหมือนกับ ETH ที่ตอนนี้มี VC เข้ามาลงทุนเยอะแยะไปหมด … แล้วแต่ล่ะ project จะมีอิสระได้ยังไง …ยิ่งเมื่อเป็น PoS ที่เป็นระบบสุลต่านที่คนมีเงินสูงจะเป็นคนชนะ block ยิ่งบ่งชัดว่าคนที่มีเงินก็คือพวก VC ทั้งนั้นแหละที่จะได้ประโยชน์จาก ETH …แฟนคลับ ETH ก็เลยหวดกลับไปอย่างที่เป็นข่าวในช่วง week ที่ผ่านมา เช่น twitter ที่เติบโตมาได้ก็เพราะ VC นี้แหละแล้วยังจะกล้ามาพูดว่า VC ไม่ดี ..
จริงๆ แล้วทั้งระบบ BTC และ ETH ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งคู่ .. การที่ BTC ปราศจากนายทุนเข้าแทรกแทรงทำให้มีความเป็น decentralize สูงมาก แต่มันก็มีข้อเสียตรงที่เวลาจะพัฒนาอะไรใหม่ๆ จะต้องทำฉันทามติ ต้องร่างนโยาย นู้นนี้นั้น … ทำให้การพัฒนาอะไรแต่ล่ะอย่างเป็นไปด้วยความเชื่องช้า และเนื่องจากมันไม่มีคนมาควบคุมจึงเป็นสิ่งที่หอมหวานสำหรับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่เอา BTC มาใช้ในการฟอกเงิน เช่น ขบวนการก่อการร้าย การลักพาตัว ที่นิยมใช้ BTC เพราะไม่สามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ …. สำหรับ ETH ที่ project เกิดจากเงินทุนของ VC ทำให้ project ถูกพัฒนาไปเร็วและออกสู่ตลาดได้เร็ว .. แต่ก็แน่นอนผลกำไรก็จะเป็นของ VC ไปส่ะเยอะ .. เพราะลงทุนไปเยอะแล้วนิ
เอาล่ะเรื่องของ BTC กับ ETH ก็ปล่อยให้พวกเขาไขว้กันต่อไป … เรามาดู chia ของเราดีว่าจะเป็นแบบไหน … เป็นเหมือน BTC หรือเหมือน ETH?
สำหรับการทำ consensus Chia blockchian ถือว่ามีความเป็น decentralized สูงมากเพราะมีจำนวน full node สูงถึงสามแสนกว่า node … แล้วนอกเหนือจากนั้นล่ะ เรามาลองวิเคราะห์ กันครับ
1) protocol ต่างๆ ที่ใช้ใน chia blockchian ไม่ว่าจะเป็น pool protocol, CAT หรือ AMM จะถูกกำหนดโดย Chia Network เท่านั้น เช่น ส่วนแบ่งระหว่าง pool กับ famer ในอัตราส่วน 1:8 ก็ถูกกำหนดโดย Chia Netwotk ถ้าสมมุติว่าจำนวน farmer หรือ pool operator ที่ไม่เห็นด้วยกับสัดส่วนนี้ที่จำนวนมากกว่าประชากรที่เห็นด้วย..ก็ไม่มีผลเพราะสิทธิขาดอยู่ที่ Chia Network … แต่ Chia Network จะทำตัวเป็นแค่คนกำหนด protocol เท่านั้นไม่ได้ลงไปเป็น pool operator ส่ะเอง เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาในเรื่องการหาผลประโยชน์ทับซ้อน … สำหรับในแง่นี้จึงสามารถมีตวามว่าเป็น centralize ที่สูงมากๆ
protocol ในที่นี้จะรวมไปถึงสูตรในการปล่อย block ของ mainnet ที่ปัจจุบันปล่อยออกมาที่ 4,608 block ทุกวันจนครบ 3 ปี หลังจากนั้นจำนวน block ที่ถูกปล่อยจะลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 3 ปี … เนื่องจากสิทธิขาดอยู่ที่ Chia Network ดังนั้น Chia Network จึงมีสิทธิขาดในการเปลี่ยนสูตรการปล่อย block เมื่อถึงปี 2024 หรือครบ 3 ปี หลังจาก mainnet release … Chia Network อาจจะกลับคำโดยยังคงปล่อย block มาเรื่อยๆ เหมือนเดิมอาจจะบอกว่าเป็นการต่ออายุไปอีก 3 ปี หรือแม้แต่กระทั่งออกนโยบายเอา XCH มาเผาทิ้งก็เป็นสิทธิของ Chia Network เช่นกัน … ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นไม่ว่า farmer หรือ developer จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องยอมรับโดยปริยาย
2) การ block หรือ ban wallet id … ลองนึกถึง dust storm attack ที่ผ่านมา การที่ chia สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วส่วนหนึ่งเป็เพราะ blockchain ได้ ban wallet ที่กำลัง attack … ซึ่งถ้ามองในแง่ดีก็จะเห็นว่าสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว … แต่การทำเช่นนี้จะเรียกได้ว่าเป็นการกระทำของพระเจ้าก็ว่าได้ … เพราะสามารถที่จะแบน wallet ใดๆ ก็ได้ด้วยอำนาจที่มีอยู่ในมือ … ลองสมมุติดูว่าผู้นำชาติตรงข้ามสหรัฐถือ XCH อยู่ในมือและฝ่ายสหรัฐสามารถสืบทราบ wallet id ได้ … ก็สามารถแทรกแทรง Chia Network ให้ทำการอายัด wallet id นั้นๆ ด้วยอำนาจของพระเจ้านั้นเอง (รัฐบาลสหรัฐจะเข้ามาแทรกแทรงได้ยังไงดูข้อ 3 ครับ)
แต่เพราะอำนาจนี้แหละจะช่วยให้ XCH สามารถก้าวพ้นมลทินที่จะให้องค์กรอาญชากรข้ามชาติใช้ XCH เป็นเครื่องฟอกเงิน … สมมุติว่ามีการลักพาตัวเรียกค่าไถ่เป็นเงิน XCH … ด้วยระบบ custody system ของ chia จะสามารถทำให้เรา track เงินใน wallet id ของโจรเรียกค่าไถ่ได้ว่าเส้นทางการเงินไปทางไหนบ้าง … ทำให้องค์กรพวกนี้ไม่กล้าใช้ XCH ในการฟอกเงิน
3) อย่าลืมว่า Chia Network กำลังจะเข้า IPO …. ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างที่ Chia Network ทำจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฏหมายสหรัฐ … หน่วยงานของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น FBI CIA ก็มีโอกาสที่จะเข้าแทรกแซงได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องของการฟอกเงิน … ที่ใช้คำว่า “มีโอกาส” เพราะเคยมีเคสที่ FBI ต้องการให้ apple uplock มือถือ iphone ของผู้ก่อการร้าย แต่ apple ปฏิเสธและ FBI ก็ทำอะไรไม่ได้ … แต่ Chia Network ต่างกันกับ apple ตรงที่ต่อไปในอนาคตว่าที่ลูกค้าของ Chia Network จะเป็นกลุ่มขององค์กรของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น bank สถาบันทางการเงินซึ่งทั้งหมดก็อยู่ภายใต้รัฐบาลสหรัฐ … ถ้า Chia Network ไม่สามารถทนแรงกดดันของรัฐบาล …. Chia Network ก็จะกลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลสหรัฐ นั้นเอง…
เรื่องทั้งหมดอาจจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไปกว่าจะที่เราจะเอามาคิด ณ ตอนนี้ … แต่ก็มีโอกาสที่เป็นไปได้ … และถ้ามันเป็นจริง XCH ก็คือ centralize แบบ Web 2.0 ที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเองขึ้นอยู่กับบริบท ณ ช่วงเวลานั้นๆ … สำหรับผม ณ ตอนนี้มีความเชื่อมั่นใน Chia Network แต่ก็ไม่ได้ถึงกับงมงาย … ถ้า Chia Network ทำอะไรที่ไม่เข้าท่าและออกทะเลเช่น เผา XCH …. ผม (และคิดว่าคนอื่นๆ) ก็พร้อมที่จะถอนตัวด้วยเหมือนกัน ..
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม …. happy farming ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น