บทความนี้ post ลง facebook เมื่อวันที่ 20 Dec 2021 => link
อ้างอิงจาก
https://www.climateandcapitalmedia.com/the-world-bank-plants-a-seed-to-solve-climate-change/
บทความนี้เป็นการพูดถึงงานที่ World Bank กำลังทำร่วมกันกับ Chia … ผมคิดว่าน่าสนใจเลยมา update ให้ครับ
คนที่เขียนบทความคือ Jim Gold … เขาเป็น reporter และ editor เกี่ยวกับ business, personal finance, ปัญหาเกี่ยวกับน้ำและสิงแวดล้อม .. นอกจากนั้นเขายังเป็น senior editor ที่ MSNBC.com และ หนังสือพิมพ์ Arizona Republic … แสดงว่าบทความนี้เป็นมุ่งมองของคนที่อยู่ในวงการสิ่งแวดล้อมและเศษฐกิจจริงๆ ไม่ใช่แค่คนในวงการ crypto … สำหรับผมจึงเป็นบทความที่น่าสนใจครับ
World Bank กำลังร่วมมือกับ Bram Cohen ใน San Francisco เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า crypto สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาไม่ใช่ตัวสร้างปัญหาของวิกฤต climate change
มีหนึ่งข้อตกลงที่ไม่ธรรมดาเกี่ยวกับสภาวะอากาศที่เกิดในงาน COP26 ใน Glasgow บริษัท crypto blockchain ขนาดเล็กๆ ที่มีชื่อแปลกๆ ว่า Chia ได้ประกาศความร่วมมือกับ World Bank ที่เป็นหนึงในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในโลก โดยอยู่ภายใต้ข้อตกลงที่ไม่มีการผูกขาด, มีความเป็น open source และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ … Chia กำลังทำงานกับกลุ่ม “Climate Change” ของธนาคารเพื่อสนับสนุนการพัฒนา “Climate Warehouse (https://www.worldbank.org/en/programs/climate-warehouse)” แห่งแรกของโลก มันเป็นความทะเยอทะยานที่จะสร้างตลาด carbon เพื่อให้สามารถใช้ได้ทั่วโลก .. และหลังจากนั้นไม่กี่วัน Chia ก็ได้ประกาศอีกครั้งถึงการลงนามในข้อตกลงกับรัฐบาล Costa Rica ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเป็นผู้นำในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย chia จะให้บริการทางด้านเทคนิคเพื่อที่จะสนับสนุน National Climate Change Metrics System ของ Costa Rics (รายละเอียดสามารถดูได้ที่ https://documents1.worldbank.org/curated/en/488251617602415181/pdf/Partnership-for-Market-Readiness-Costa-Rica-Program-The-National-Climate-Change-Metrics-System.pdf)
ถ้าใครสงสัยว่า Chia คือใคร? Chia คือผลงานของ Bram Cohen หนึ่งในนักพัฒนา decentralized รุ่นแรกๆ ที่ต่อมากลายเป็นหัวใจหลักที่สำคัญของ blockchain …. Cohen กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อเขาสร้าง BitTorrent protocol ที่อนุญาติให้ user สามารถ share data และ electronic file บนเครื่อข่าย internet ซึ่งมีลักษณะการทำงานเป็นแบบการกระจายกันทำงาน … ถ้าใครเป็นวัยรุ่นในช่วงนั้นจะรู้ว่ามันคือการ download เพลงเถื่อนนี้แหละ
หลังจากนั้น 20 ปีต่อมา จนถึงยุคที่ของเหรียญ crypto หรือ “tokenized asset” และ blockchain ที่มีการถกเถียงกันอย่างมากถึงข้อดีและข้อเสีย .. และโอกาสที่จะผลิกโฉมทรัพย์สินทางการเงินของโลก โดยมูลค่ารวมของสินทรัพย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน
World Bank กำลังมีความหวังว่า technology blockchain จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหา critical climate ที่มีการลงนามใน Paris Climate Agreement 2015 แล้วมีข้อบพร่องที่สำคัญคือ ความล้มเหลวในการสร้าง global carbon market ที่มีประสิทธิภาพ … Environmental Defense Fund (กองทุนป้องกันสิ่งแวดล้อม) ประเมินว่ามี carbon market มากกว่า 50 แห่งที่ดำเนินงานภายใต้เขตอำนาจศาลต่างๆ ทั่วโลก (อ้างอิงจาก https://www.edf.org/worlds-carbon-markets) หนึ่งในนั้นเป็นที่รู้จักกันดีคือ EU Emissions Trading System (https://ec.europa.eu/clima/eu-action/eu-emissions-trading-system-eu-ets_en) และ Cap-and-trade program ของ California ที่ link เฉพาะกับ Cap-and-Trade System ของ Quebec (California จะ trade carbon กับระบบของ Quebec เท่านั้น) .. ระบบ trading พวกนี้จะมีการ operate แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ common goal ของพวกเขาคือกำหนดราคาการปล่อยก๊าซ carbon เพื่อที่จะให้ทุนมีการเคลื่อนย้ายไปยัง project ที่มีการลดการปล่อยก๊าซแบบยั่งยืนมากขึ้นเท่านั้น
แต่ในปัจจุบัน carbon market ที่มีมากกว่า 50 แห่งมี platform ที่แตกต่างกันและแต่ล่ะ platform ก็กระจัดกระจายทำให้บริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะซื้อ carbon credits ไม่เชื่อถือวิธีการของผู้ขายว่าจะสามารถลด carbon ได้จริงหรือไม่
และนี้คือความท้าทายของ World Bank ที่ต้องการจะทำให้ carbon market มีความน่าเชื่อถือและยังต้องมีวิธีพิสูจน์ข้อมูลต่างๆ ของผู้ขายว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง … และนี้จึงเป็นความท้าทายทาง technology ครั้งใหญ่ด้วย … Chandra Shekha Sinha ที่ปรึกษาธนาคารโลกกล่าวว่า “ด้วยระบบที่หลากหลายและแยกจากกันเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะมองเห็นภาพที่ชัดเจนของกิจกรรมทางการตลาดโดยรวมภายในประเทศและสถาบันต่างๆ”
จากการทดลองล่าสุดของพวกเขาทำให้ World Bank และ Costa Rica เชื่อว่า Cohen และ Chia ที่เป็น crypto solution ที่เป็นมิตรกับสิงแวดล้อม จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยออกแบบ numbingly complex puzzle (ปริศนาอันซับซ้อน) สำหรับพัฒนาเครื่อข่าย digital trading จนได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล ผู้ค้าและสถาบันการเงิน ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในปัจจุบันไม่สามารถทำได้
สำหรับ Chia นี้จึงเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า cryptocurrency ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่อย่างพวกเขาพร้อมที่จะได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของพวกเขาเอง และหากพวกเขาประสบความสำเร็จ โครงการนี้อาจจะทำให้ startup เล็กๆ กลายเป็นผู้นำรุ่นใหม่ในการพัฒนา blockchain และ crypto .. Gene Hoffman ประธานของ Chia กล่าวว่า “Chia นำเสนอชุด technology ชุดใหม่แบบยั่งยืน มันเป็นการ upgrade จากสิ่งที่มีปัญหาในปัจจุบัน”
เริ่มต้นเพาะปลูก
การทำความเข้าใจว่าทำไม Chia อาจจะเป็น blockchain blockbuster (blockchain ที่ได้รับความนิยม) เราจำเป็นต้องเข้าใจว่า cryptocurrency และ blockchain ทำงานอย่างไร .. ในปี 2009 คนหรือกลุ่มคนที่แทนตัวเองว่า “Satoshi Nakamoto” ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า Bitcoin ที่เป็น decentralized และมีความปลอดภัยสูงในการ transfer “stores of value” … แต่ล่ะ transaction จะถูก process แบบ decentralized ที่เป็น peer-to-peer network ที่แต่ล่ะ network ทำงานอยู่บน node หรือก็คือจำนวน computer ที่ connect กับ blockchain … ด้วยการคำนวณที่เรียกว่า cryptography และ distributed system ทำให้การ transfer เงินไม่จำเป็นต้องผ่าน central bank (ธนาคารกลาง) หรือ administrator … กระบวนการ transfer เงินแบบนี้เรียกว่า “Proof of Work (PoW)”
“Proof of work” ของ Bitcoin ทำให้เกิดความนิยมในการเข้ารหัสอย่างต่อเนื่องและนั้นก็ทำให้เกิดปัญหาตามมา เมื่อราคาของ Bitcoin พุ่งสูงขึ้น นักขุด crypto เริ่มใช้พลังการประมวลผลคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล นั้นหมายถึงพลังงานที่จะต้องใช้ในการสร้าง new coins … ในวันนี้พลังงานที่ใช้ในโลกประมาณ 20% ถูกใช้สำหรับการขุด Bitcoin หรือเทียบเท่ากับพลังงานไฟฟ้าจากขื่อน Hoover ถึง 28 เขื่อน … และเนื่องจากการที่ไม่สามารถติดตามเส้นทางการเงิน ตัว Bitcoin จึงกลายเป็นสกุลเงินทางเลือกสำหรับผู้หลบเลี่ยงภาษี องค์กรอาชญากรรม หรือกลุ่มประเทศเช่นเกาหลีเหนือกับอีหร่าน
หลังจากนั้นก็มี Ethereum และ Crypto 2.0 ที่เป็น blockchain ใหญ่เป็นอันดับสอง … Etherenum ก็ใช้หลังงานเหมือนกันเพราะใช้ protocol PoW แม้ว่า ณ ตอนนี้กำลังพัฒนา protocol ใหม่ที่กินพลังงานน้อยกว่าโดยเรียกว่า “Proof of Stack (PoS)” แต่ด้วย protocol นี้ก็จะทำให้ความปลอดภัยของ network น้อยลง เพราะมันอาศัยจำนวน node ของ computer น้อยลง .. ในโลกของ crypto การที่มี node จำนวนมากจะดีกว่าเพราะการดำเนินการใน network จะต้องได้รับฉันทามติของ node ใน network ยกตัวอย่างจำนวน node ใน Bitcoin มีมากสูงสุดที่ 15,000 node แตสำหรับ PoS ของ Ethereum มีการคาดการว่าจำนวน node จะอยู่ที่ประมาณ 2,400 node … ซึ่งจำนวนขนาดนี้มีโอกาสที่จะมีการ hack network และ take over network ในที่สุด
Welcome to “Crypto 3.0”
Cohen ได้บอกว่า Chia สามารถเอาชนะปัญหาเหล่านี้ด้วยการปรับโครงสร้าง, กระบวนการของ blockchain และ crypto ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและใช้พลังงานน้อยลง โดยกระบวนการ process ที่เรียกว่า “Proof of Space and Time” ซึ่งอาศัยพื้นทีใน HDD ของ computer ที่ใช้พลังงานน้อยมากเมื่อเทียบกับพลังงานของทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ .. ถ้า Bitcoin ใช้เขื่อน Hoover 28 เขื่อน chia จะใช้พลังงานน้อยว่าเขื่อน Hoover 1 เขื่อนเท่านั้นสำหรับ network ของ chia ทั้งหมด
เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งด้านคริปโต Chia เรียกกระบวนการเครือข่ายว่า “การทำฟาร์ม (farming)” แทนการใช้คำว่า “การขุด (mining)” … Chia farmer จะเพาะเมล็ดพันธ์ (seed) ลงบน HDD หรือ SSD ของพวกเขาด้วย software และใส่ข้อมูลของ blockchain data โดยเรียกมันว่า “plots” … Chia มีภาษาเป็นของตัวเองที่เรียกว่า Chialisp ซึ่งสามารถทำ smart contracts และ application .. เหมือนกับ function ของ Ethereum platform
สิ่งที่สำคัญกว่า green credentials คือความความหวังว่ามันจะเป็น blockchain ที่ได้รับความน่าเชื่อถือจากสถาบันระดับใหญ่ๆ ของโลก .. สิงที่ต่างจาก Bitcoin คือ Chia ไม่ได้ถูกคิดค้นเพื่อที่จะเอาชนะระบบการเงินในปัจจุบันซึ่งเป็นช่องว่างสำหรับงานที่ผิดกฏหมาย แต่ chia ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองและเสริมการปฏิบัติตามมาตรฐานและมาตรการการกำกับดูแลของสถาบันการเงินขนาดใหญ่
Susan Carevic IT business management ของ World Bank’s Climate Change Group กล่าวว่า “ความโปร่งใส ความซื่อสัตว์ และความปลอดภัยของ Chia นั้นเหมาะสมอย่างยิ่งกับ Climate Warehouse ของธนาคารโลก … Project Climate Warehouse ต้องการ network ที่มีความโปร่งใส, data ที่สามารถตรวจสอบได้จึงจะสามารถสร้าง carbon market ที่มีความน่าเชื่อถือได้” ด้วยสิ่งนี้จะทำให้ Climate Warehouse สามารถสร้างสินค้าสาธารณะ และ data layer จะอยู่บน blockchain ซึ่งหมายถึงจะไม่มีประเทศหรือองค์กรไหนเป็นเจ้าของ blockchain หน่วยงานแต่ล่ะที่ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ … Susan Carevic กล่าวว่า “การทำงานร่วมกันถูกสร้างขึ้นในนั้น”
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ carbon market ประสบความสำเร็จ ข้อมูลทางสภาพภูมิอากาศต่างๆ ที่ลงทะเบียนเข้ามาแต่ล่ะประเทศหลายร้อยแห่ง จำเป็นต้องตรวจสอบว่า carbon credit ของพวกเขาสามารถบรรเทาสภาพอากศได้จริงๆ หรือไม่ จากนั้นจึงเอาข้อมูลที่ถูกต้องเอาไปใช้สำหรับ trade carbon credit
สำหรับ chia มันคือโอกาสทองที่จะโชว์ให้ให้เห็นว่า blockchain ของพวกเขาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม .. Neil Cohn - Global head of Markets ของ Chia กล่าวว่า “World Bank กล้าที่จะให้โอกาสกับ Chia แทนที่จะเป็น cloud ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Amazon หรือ Google”
ก่อนที่ World Bank จะประกาศความร่วมมือนี้ ... Chia ก็ได้รับความสนใจอย่างมากใน Silicon Valley โดย Chia สามารถระดมทุนได้ถึง 61 ล้านเหรียญจาก Series D funding ทำให้บริษัทถูกประเมินว่ามีมูลค่าถึง 500 ล้านเหรียญ กลุ่มบริษัทที่เข้าร่วมทุนได้แก่ บริษัทร่วมทุนยักษ์ใหญ่ Andreessen Horowitz และ Richmond Global Ventures ซึ่งเป็นผู้นำในการระดมทุนซึ่งรวมถึง Breyer Capital, Slow Ventures, True Ventures, Cygni Capital, Naval Ravikant, Collab+Currency และ DHVC
David Frazee จาก Richmond Global Bentures และเป็น board ของ chia กล่าวว่า … ถ้า Climate Warehouse ประสบความสำเร็จอาจจะส่งผลกระทบไปไกลเกินกว่า carbon market … ถ้า blockchain ของ chia สามารถเอาชนะคำถามด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และธรรมาภิบาล มันจะกลายเป็น “มาตรฐานการเงินของเศรษฐกิจใหม่” มันจะเป็น blockchain ที่เคลื่อนย้ายเงินหลายล้านดอลลาร์ในภาคการเงินและเศรษฐกิจโลก
Growth pains (ผมเรียกว่า “ความเจ็บปวดระหว่างเติบโต” ล่ะกัน)
นักวิจารณ์ได้วิจารณ์วิธีการทำงานของ Chia ในช่วงเริ่มต้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่แล้วที่ farmer คาดหวังว่า Chia จะสร้างผลกำไร ทำให้เกิดความต้องการฮาร์ดไดรฟ์คอมพิวเตอร์อย่างมากจนทำให้เกิดการขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้น นักวิจารณ์ยังตำหนิการทำฟาร์มของ Chia ที่ลดความทนทานของ SSD ทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าที่จะลดขยะ … Cohn ได้ตอบคำวิจารณ์เหล่านั้นว่าฮาร์ดไดรฟ์มากกว่า 70% ไปที่ data center ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วย ฮาร์ดไดรฟ์รุ่นใหม่ในทุก ๆ สามถึงห้าปีเพราะฮาร์ดไดรฟ์รุ่นใหม่มีความจุมากขึ้น .. ฮาร์ดไดร์ฟรุ่นเก่าที่ถูกแทนที่จะถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและจบลงที่หลุมฝังกลบ แต่ด้วย Chia blockchain พวกเขาสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย
Cohn กล่าวว่า การเดิมพันสำหรับ World Bank, chia และสถาบันทางการเงินขนาดใหญ่ เป็นการเดิมพันที่สูงมาก หาก blockchain ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถพัฒนาได้จริงๆ และเอาชนะข้อกังวลด้านความปลอดภัย … มันจะไม่ใช้แค่แก้ปัญหา carbon credit เท่านั้น … มันยังเป็นตัวเร่งปฏิกริยาการเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ยังอาจเปิดประตูสู่สิ่งที่เป็น exclusive club ของนายธนาคาร นักลงทุน และนักการเงิน ที่ต้องการ blockchain ที่มีประสิทธิภาพและเป็น decentralized
ความฝันนั้นดูเหมือนห่างไกลเหลือเกินจากโลกอันบ้าคลั่งของ crypto ที่ในปัจจุบันสามารถขายรูปกอลิล่าในรูปแบบ digital ได้ราคาเป็นล้านเหรียญ .. ดาราและนักกีฬาเรียกร้องค่าตอบแทนเป็นสกุลเงิน crypto … และแม้แต่ข้อความสั้นๆจาก tweet ของ Elon Musk สามารถเขย่าราคาทั้งตลาด
Chia และ World Bank กำลังพิสูจน์ว่า crypto มีอะไรมากกว่านั้น
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม …. happy farming ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น